ต้องยอมรับว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยานยนต์จีนเขามาแรงจริง ก่อนหน้านี้ เพิ่งเห็นปรากฏการณ์ที่ BYD สามารถทำยอดขายถล่มทลาย แซงหน้า Tesla ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเหมือนสัญญานเตือนว่า จีนกำลังยึดครองโลกยานยนต์ โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา จีนได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ทั่วโลกไปถึง 35.6% เหมือนกับว่ารถยนต์เกือบทุก 3 คันที่ขายจากทั่วโลก ตะต้องมีรถแบรนด์จีนอย่างน้อย 1 คัน
ปีแห่งมหาอำนาจรถยนต์จีน
ปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นเหมือนปีที่รถยนต์สัญชาติจีนได้ปล่อยของอย่างเต็มที่ หลังมีการเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการว่า จีนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ทั่วโลกถึง 35.6% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา
โดยมีตัวเลขสำคัญ ดังนี้
- ยอดขายรถยนต์ทั่วโลก: 96.47 ล้านคัน
- จีนขายได้: 34.35 ล้านคัน
- เติบโตขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ข้อมูลนี้มาจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ซึ่งบอกได้ว่าจีนไม่ได้แค่เติบโตในประเทศตัวเอง แต่กำลังมีอิทธิพลต่อภาพรวมของตลาดโลกอีกด้วย
รถยนต์จีนมาแรง เบียดแย่งแชมป์โลก
ก่อนหน้านี้ มีกระแสการเติบโตที่ชัดเจน ของรถยนต์แบรนด์จีน หลัง BYD ขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง Tesla
โดยแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน ปรับแผนการตลาด โฟกัสที่ต้นทุน เทคโนโลยี และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้สามารถทำยอดขายรวมได้เหนือกว่าคู่แข่งและครองแชมป์โลกได้สำเร็จ
ภาพรวมตลาดรถยนต์โลก
ถ้ามองภาพรวม ในปีที่ผ่านมา ตลาดยานยนต์โลก มีการเติบโตมากขึ้นประมาณ 5% แม้หลายประเทศขายได้น้อยลง แต่มีบางตลาดที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
- สหรัฐอเมริกา ยอดขายรถยนต์ประมาณ 16.72 ล้านคัน (+1%)
- อินเดีย ยอดขายรถยนต์ประมาณ 5.58 ล้านคัน (+7%)
- ญี่ปุ่น ยอดขายรถยนต์ประมาณ 4.56 ล้านคัน (+3%)
- เยอรมนี ยอดขายรถยนต์ประมาณ 3.16 ล้านคัน (+1%)
นอกจากนี้ ในตลาดของอเมริกาใต้ก็มีทิศทางการเติบโตที่ดี อย่างในประเทศอาร์เจนตินา
ในทางกลับกัน บางตลาดยังต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนัก โดย รัสเซีย ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวค่อนข้างมาก ส่วน เม็กซิโก เริ่มมีสัญญาณว่ายอดขายรถยนต์ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้
จีนเร่งเครื่อง ยึดโลกยานยนต์
สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จีนมีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์โลกอยู่ที่ 36% โดยมียอดขายรวมประมาณ 15.65 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อนหน้า ซึ่งช่วงท้ายปีแอบเครื่องติดนิดนึง
- เดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว ยึดส่วนแบ่งตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็น 40%
- เดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียว มีการขยับส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 37%
ทำให้เฉลี่ยรวมทั้งปี จีนมีการยึดครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 35.6% กลายเป็นสถิติใหม่ทันที
โดยจีนเริ่มมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยเฉพาะในช่วงหลายปีหลังที่ทำยอดขายได้สูง จนติดอันดับ กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือครองส่วนแบ่งของตลาดยานยนต์โลกในระดับสูง
-
- ปี 2559 – 2561 ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์โลกได้ประมาณ 30%
- ปี 2562 ส่วนแบ่งลดลงเล็กน้อย เหลือประมาณ 29%
- ปี 2563 – 2564 ส่วนแบ่งตลาดกลับมาเพิ่มขึ้นเป็น 32%
- ปี 2565 ขยับขึ้นเป็น 33.5%
- ปี 2566 ยังคงมีการขยับขึ้นอีกเป็น 33.8%
- ปี 2567 ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์โลก 34.2%
- ปี 2568 ทำสถิติสูงสุดใหม่ ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์โลกถึง 35.6%
10 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก ปี 2568
จากการจัดอันดับผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก ในปี 2568 โดย Carnewschina.com มีแบรนด์ชั้นนำที่ครองส่วนแบ่งได้ดังนี้
| อันดับ | แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ | อัตราส่วนแบ่งตลาดโลก |
| 1 | Toyota | 10.8% |
| 2 | Volkswagen | 8.9% |
| 3 | Hyundai Kia | 7.4% |
| 4 | Stellantis | 5.5% |
| 5 | BYD | 5.4% |
| 6 | Renault-Nissan | 5.4% |
| 7 | Geely | 4.6% |
| 8 | GM | 4.6% |
| 9 | Ford | 4.4% |
| 10 | Chery | 3.7% |
จากตารางการจัดอันดับจะเห็นได้ว่าใน 10 อันดับแรก มีแบรนด์รถยนต์จีนติดอันดับถึง 3 ค่าย
- BYD อันดับ 5
- Geely อันดับ 7
- Chery อันดับ 10
โรงงานรถยนต์ของโลก
สำหรับปี 2568 จีนยังมีการส่งออกรถยนต์ไปทำการตลาดต่างประเทศ ประมาณ 8.32 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อนหน้า ทำให้สามารถครองตำแหน่ง ผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกได้ติดต่อกัน 3 ปี โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV)
- ส่งออก 3.43 ล้านคัน
- อัตราเติบโตสูงถึง 70%
นอกจากนี้ยังมีการส่องออกรถยนต์ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วโลกตั้งแต่ ตะวันออกกลาง อเมริกากลาง อเมริกาใต้ ยุโรป รวมถึงเอชียด้วย
ภาพรวมทั้งหมดบ่งบอกได้ว่านาทีนี้ จีนไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตรายใหญ่ของโลกเท่านั้น แต่กำลังยึดครองโลกยานยนต์ จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลในตลาดยุคใหม่ ที่ถือครองส่วนแบ่งได้ถึง 1 ใน 3 ของโลก
สำหรับประเทศไทย ในปี 2568 มีการนำเข้ารถยนต์พลังงานใหม่จากจีนสูงถึง 151,633 คัน โดยแบรนด์รถยนต์จีนมีส่วนแบ่งในตลาดไทยถึง 22.58% นอกจากนี้ยังมียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเพิ่มขึ้นถึง 147,500 คัน คิดเป็น 53% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ข้อมูลจาก : carnewschina.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com












