ทำตลาดมาเกือบ 1 ปี สำหรับ MG4 หรือ MG4 EV URBAN เก๋งท้ายตัดพลังอีวี ที่ได้รับความนิยมในจีนเป็นอย่างมากล่าสุดเปิดตัว MG4 2026 ปรับปรุงใหม่

MG4 2026 หรือ MG4 EV URBAN ที่จำหน่ายในจีนมีทั้งแบตเตอรี่ Semi-Solid-State ครั้งแรกในโลกยานยนต์ และเแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบ LFP ให้เลือก
ภายนอกลุคใหม่

ในรุ่นปรับปรุงปี 2026 มีการเปลี่ยนเล็กน้อยเช่นล้ออัลลอยลายใหม่ทูโทนแบบกังหันลมขนาด 17 นิ้วพร้อมยาง 205/50R17 ยังเพิ่มไฟแสดงสถานะสีน้ำเงินขนาดเล็กเพื่อแสดงสถานะระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างชัดเจน
นอกนั้นคงเดิมทั้งกระจังหน้าทรงทึบแบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ (Active grille) ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน DRL แบบ LED และไฟหน้า LED 3 ดวงเล็กในโคมทรงเรียบง่าย กันชนหน้าทรงสปอร์ตพร้อมช่องระบายอากาศแบ่ง 2 ฝั่งทรงสี่เหลี่ยมคางหมูคล้าย MG CYBERSTER ประดับด้วยคิ้วชายล่างสีดำใต้กันชนหน้า
ด้านข้างมาแบบเสา A ทรงตั้งพร้อมหลังคารถสีดำหรือสีเดียวกับตัวรถให้เลือก หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ หรือ เสาหลังคามาแบบสีขาวและสีเดียวกับตัวรถให้เลือก พอร์ตชาร์จอยู่ที่บังโคลนหน้าด้านซ้าย กระจกมองข้างทรงสปูน ที่เปิดประตูดึงก้าน
สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 LED ไฟท้าย LED แนวยาวโดยไฟท้าย 2 ฝั่งมาในลายธงยูเนียนแจ็คแบบ LED กันชนหลังสีเดียวกับตัวรถ ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วพร้อมยาง 195/60R16
สร้างจากแพลตฟอร์มไฟฟ้าล้วน SAIC’s E3 pure electric architecture platform ออกแบบมาโดยเฉพาะกับรถไฟฟ้าโดยมีมิติตัวรถตั้งแต่
- ความยาว 4,395 มิลลิเมตร
- ความกว้าง 1,842 มิลลิเมตร
- ความสูง 1,551 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
- น้ำหนักรถ 1,415-1,500 กิโลกรัม
ภายในร่วมสมัย

มาพร้อมโทนสีใหม่ 2 สีทั้ง สีน้ำเงิน Yacht Blue และสีม่วง Midnight Purple เสริมด้วยไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร Ambient Light ที่ซิงค์กับเสียงเพลง และช่องระบายอากาศแบบซ่อน และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 2 ก้าน
พร้อมระบบ AI Doubao 3.0 สั่งงานด้วยเสียง สั่งงานฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์และจดจำเสียงได้อย่างเป็นธรรมชาติ จดจำเสียงอิสระ 4 โซน สามารถตอบสนองคำสั่งพร้อมกันจากตำแหน่งที่นั่งต่างๆได้ โดยฟังก์ชันภายในจอทาง OPPO เป็นคนออกแบบให้
ในจอจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์อัจฉริยะแบบลอยตัว ขนาด 15.6 นิ้วความละเอียด 2.5K ขับเคลื่อนด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 8155 รองรับการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม การสะท้อนหน้าจอมือถือไปยังหน้าจอสัมผัสหรือ Mirroring สั่งงานด้วยเสียง สั่งงานด้วยท่าทางหรือการใช้นิ้วสั่ง Gesture Based Navigation
ผสานการทำงานแบบไร้สายกับ Apple CarPlay และ Android Auto ด้วยระบบ Smart Mobility ทำให้การเชื่อมต่อเป็นไปอย่างราบรื่น รองรับฟังก์ชันกุญแจดิจิทัล (Digital Key) รวมถึง การจอดรถระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน รองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-air (OTA) พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรงห้วตัดท้ายตัด 2 ก้าน

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรงห้วตัดท้ายตัด 2 ก้าน พร้อมปุ่มการทำงานที่เหลือเพียง 5 ปุ่มใต้จอพร้อมช่องแอร์แนวนอน 2 ช่อง แท่นชาร์จไร้สาย 50 วัตต์พร้อมระบบระบายอากาศแบบแอคทีฟติดตั้งอยู่ภายในคอนโซลกลาง
ผสานเข้ากับพื้นผิวสัมผัสที่นุ่มนวล เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการออกแบบเรียกว่า “Swan Wing” มุ่งเน้นความสมดุลระหว่างความสง่างามทางสายตาและความเรียบง่าย พร้อมหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามามีม่านบังแดดในตัว
เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบโครงเบาะรองรับกับสรีรศาสตร์ที่ดีขึ้นพร้อมระบบระบายอากาศและทำความร้อนพร้อมระบบนวด 8 จุด โดยตัวเบาะมีความยาว 503 มิลลิเมตร ออกแบบที่วางเท้าของอุโมงค์วางเท้าสำหรับผู้ขับขี่มีมุมเหยียบแป้นแบน 46.4 องศา เพื่อลดแรงกดตอนเหยียบคันเร่งและเบรกในยามเดินทางไกล
พนักพิงเบาะนั่งใช้โครงสร้างแบบชิ้นเดียวเพื่อการรองรับสรีระ ปรับเอนได้สุด 27 องศาและยังพับแบบ 60/40 ได้ และช่องเก็บของมากถึง 30 จุด ด้านสัมภาระด้านท้ายมีความจุก่อนพับเบาะ 568-577 ลิตร และพับเบาะ 1,362-1,364 ลิตร และช่องเก็บของใต้พื้นสัมภาระด้านท้าย 98 ลิตร
จอมาตรวัดความเร็วสี TFT ลอยตัว 8.8 นิ้ว พร้อมลำโพง 4 กับ 6 จุด ช่องเสียบ USB-C 2 จุดหน้า และ 1 จุดหลัง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังมีกรองอากาศ PM 2.5 กระจกมองหลังตัดแสง กุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start เบรกมือไฟฟ้า และ Auto Hold NVH LUXURY SILENCE SPACE เพิ่มฟิล์มกันเสียงและแผ่นซับเสียงภายในห้องโดยสาร ระบบ Intelligent smart access
ขุมพลังไฟฟ้าล้วน

แบบมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยแบตเตอรี่ Semi-Solid-State ผลิตโดย Suzhou QingTao Power Technology Co., Ltd. ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร เป็นแบตเตอรี่ขนาด 53.9 kWh วิ่งไกลสุด 530 กิโลเมตร (CLTC) หรือ 511 กิโลเมตร (NEDC) ชาร์จได้ทั้ง AC และ DC 30-80% ภายใน 21 นาที
Semi-Solid-State เป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทำจากแมงกานีส โดยโครงสร้างแบตเตอรี่มาจากโลหะผสมอะลูมิเนียม-แรร์เอิร์ธ มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารมากขึ้นและตัวถังมีความแข็งแรงสูง มีค่าความทนทานต่อการบิดตัวถึง 31,000 นิวตันเมตรต่อองศา
ผ่านมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP67 และ IP69K ผ่านการทดสอบความปลอดภัยขั้นสูงด้วยการเจาะทะลุ (needle penetration tests) โดยไม่มีการลุกไหม้หรือเกิดควัน เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในสภาวะอุณหภูมิต่ำเพิ่มความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้สูงขึ้น และยังมีรับประกันตลอดอายุการใช้งาน
และมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่น TZ180XS1001 ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน LFP จาก Rept Battero Energy แบบ Cell-to-Body (CTB)
ทั้งขนาด 42.8 kWh วิ่งไกลสุด 437 กิโลเมตร (CLTC) หรือ 422 กิโลเมตร (NEDC) และขนาด 53.9 kWh วิ่งไกลสุด 530 กิโลเมตร (CLTC) หรือ 511 กิโลเมตร (NEDC) ชาร์จได้ทั้ง AC และ DC 30-80% ภายใน 20 นาที
พร้อมโหมดการขับขี่ 5 โหมดทั้งโหมด Snow, Economy, Standard, Sport และ Custom ระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ กลาง สูง
รองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 3.3 kW พร้อมคันเร่งแบบ One Pedal ช่วยให้ขับขี่ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแบบแมคเฟอร์สันสตรัทและด้านหลังทอชันบีม
ช่วยขับขี่อัจฉริยะ Advanced Driver–Assistance Systems (ADAS)

รองรับฟีเจอร์ช่วยเหลือการขับขี่ L2+ จาก Horizon Robotics ด้วยเรดาร์อัลตราโซนิก 12 ตัว กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา 4 ตัว กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล และกล้องหลัง ขับเคลื่อนด้วยชิป Horizon Journey J6e รองรับระบบ Highway NOA ขับขี่กึ่งอัตโนมัติบนทางด่วน (เปลี่ยนเลนและแซงโดยอัตโนมัติ) มีระบบช่วยจอดอัจฉริยะที่จัดการได้แม้กระทั่งซองจอดแคบๆ และซอยตัน
- ควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ ACC (Adaptive Cruise Control)
- ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันอัจฉริยะ ICA (Intelligent Cruise Assist)
- ช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมตรวจจับคนเดินถนนและจักรยาน AEB (Autonomous Emergency Brake with Pedestrian and Bicycle Detection)
- ช่วยควบคุมรถยนต์ให้ขับเคลื่อนอยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)
- ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
- ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในสถานการณ์ฉุกเฉิน ELK (Emergency Lane Keeping)
- ควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
- ช่วยจำกัดความเร็วอัจฉริยะ SAS (Intelligent Speed Limit Assist)
- จดจำป้ายจราจร TSR (Traffic Sign Recognition)
- เปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHBA (Intelligent High-Beam Assist)
- ตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS (Driver Monitor System)
- ช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
- ช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
- เตือนการชนด้านหน้า FCW (Forward Collision Warning)
- เตือนการชนด้านหลัง RCW (Rear Collision Warning)
- ช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
- ช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)
นอกจากนี้ยังเสริมอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัยรอบคัน 7 จุดทั้งคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และตรงกลางเบาะนั่งคนขับ
กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor) ในรุ่นรองท็อปและรุ่นท็อป พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหน้า-หลัง กุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD เสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
ป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control) สัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
MG4 2026 หรือ MG4EV URBAN เปิดขายจีน 6 รุ่นย่อยในราคาเริ่มต้น 68,800-102,800 YUAN หรือราว 329,000-489,000 บาท ทางด้านเมืองไทยเปิดตัวช่วงไตรมาสที่ 2 นี้











