LANDROVER ปรับครั้งใหญ่ DEFENDER 2027 ปรับทุกไลน์อัพ ให้เฉียบขาดเฉียบคมสมกับเป็นตัวลุยทรงเหลี่ยมจากอังกฤษ ในเครือ JAGUAR-LANDROVER

สำหรับ DEFENDER 2027 ปรับยกตระกูลทั้งรุ่นตัวถัง 3 ประตู (90) รุ่น 5 ประตูมาตรฐาน (110) รุ่น 5 ประตูฐานล้อยาว (130) รุ่นเรือธง Defender OCTA
รุ่นย่อยใหม่ VERTEX

รุ่นนี้มาในมาดหรูผสมความสปอร์ตอยู่ในระดับเดียวกับรุ่น X แต่เหนือกว่ารุ่น S กับ X-Dynamic SE แต่ต่ำกว่ารุ่น TROPHY และ OCTA มีให้เลือกทั้งรุ่น 90 และ 110
มาพร้อมบุคลิกใหม่ได้แก่ กันชนหน้าใหม่ในออกแบบเพิ่มช่องระบายอากาศใหม่ 2 ฝั่ง ซ้าย-ขวา รับกับการ์ดเสริมใหม่ และกันชนหลังใหม่ออกแบบยาวขึ้นด้วยการ์ดเสริมพร้อมตะขอลากจูงด้านหลังสีเหลือมองเห็นได้ชัดเจน กระจังหน้าติดตรา LANDROVER ใหม่ดีไซน์เส้นแนวนอนสีเข้ม

ชิ้นส่วนตัวรถตกแต่งด้วยผิวเคลือบสีด้าน Shadow Atlas สปอยเลอร์บนฝาท้ายสีดำเงา คาลิเปอร์เบรกหน้าสีเหลือง คิ้วชายล่างตกแต่งสีเดียวกับตัวรถ

ห่วงลากจูงด้านหลังที่มองเห็นได้ชัดเจน และล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว “Style 7030” (ขัดเงาแบบ Diamond Turned สีเทาเข้มแบบ Satin Dark Gray และตัดกับสีเทา Carpathian Gray) พร้อมยาง 275/45R22 หรือล้อสีเทาเข้ม Satin Dark Grey ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 255/60R20
ภายในห้องโดยสารสามารถเลือกเบาะหนัง Windsor และเบาะผ้า Forged (ใหม่) – มีให้เลือกทั้งสี Ebony หรือ Caraway/Ebony – หรือเบาะหุ้ม Ultrafabrics สี Light Cloud/Lunar เป็นออปชันเลือกตามใจชอบ
DEFENDER 110 TROPHY Edition สีใหม่

มีสีใหม่สีดำ Santorini Black มาแทนสีเขียว Keswick Green และยังมีสีเหลือง Deep Sandglow Yellow เช่นเดิม พร้อมอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น แร็คหลังคา Expedition บันไดหลังคาแบบพับได้ และช่องรับอากาศแบบยกสูง
DEFENDER 110 เพิ่มรุ่น 6 ที่นั่ง

เพิ่มรุ่น 6 ที่นั่ง (2+2+2) พร้อมเบาะ Captain Seat 2 ที่นั่งในตอนที่ 2 แต่ละตัวมีรูปทรงที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ มีเบาะรองหลัง ที่วางแขนแยกแต่ละที่นั่ง ฟังก์ชันปรับเอนด้วยมือ และที่วางแก้วน้ำคู่ด้านหลังคอนโซลกลาง
โดยเบาะนั่งตอนที่ 2 ออกแบบแยกกันเพิ่มพื้นที่ทางเดินไปยังเบาะนั่งตอนที่ 3 ได้อย่างสะดวก เพิ่มพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารด้านหลังทุกคน และเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระระหว่างเบาะตอนที่ 2 ได้อย่างดี

ออปชันเน้นอำนวยความสะดวก เริ่มที่ภายนอกไฟหน้า Matrix LED ปรับกรอบไฟหน้าใหม่เป็นกรอบสีเงินทรง 8 เหลี่ยมในดวงไฟหน้าหลัก พร้อมไฟ signature DRL ในโคมเดียวกัน ปรับมุมไฟซ้าย-ขวาใหม่แบบเต็มกรอบ 2 ดวงและไฟตัดหมอกหน้า LED เป็นออปชันมาตรฐานเข้ามาเสริมความสว่าง
กระจังหน้าติดตราโลโก้ดีไซน์ใหม่เป็นสีสีดำเงา พร้อมกันชนหน้า-หลังปรับความละเอียดของพื้นผิว ฝากระโปรงหน้ากับช่องระบายอากาศด้านข้างตัวรถปรับรายละเอียดใหม่เป็นลวดลายพื้นผิวแทนลายเดิมพลาสติกลายตารางหมากรุก ไฟท้าย LED ทรงเรียบง่ายตกแต่งสีเข้มใหม่
รุ่น Defender OCTA ปรับรายละเอียดลวดลาย Textured Graphite และตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งภายในและภายนอก
ช่องกระจกเล็กๆ Alpine Light Window ซ้าย-ขวา ตรงส่วนหลังคา ถอดแบบตำนานคลาสสิก ราวหลังคาสีดำทรงบิ๊วอิน หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ เสาอากาศครีบฉลาม กระจกมองข้างและที่เปิดประตู ด้านหลังมาพร้อมไฟตัดหมอกหลัง
ไฟเบรกดวงที่ 3 ฝาท้ายประตูเปิดแบบบานใหญ่พร้อมเปิดปิดด้วยระบบสุญญากาศ ติดตั้งยางอะไหล่ห้อยบนฝาท้าย และกันชนหลังออกแบบให้ดุด้วยสีเดียวกับตัวรถ พร้อมตะขอลากรถคู่และล้ออัลลอยตั้งแต่
- ขนาด 18 นิ้วพร้อมยาง 255/70R18
- ขนาด 19 นิ้วพร้อมยาง 255/65R19

ภายในติดตั้งเทคโนโลยีสั่งงานอัจฉริยะ รองรับ Generative AI ช่วยให้สามารถพูดคุยโต้ตอบกับรถได้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านคำสั่ง “Hey LAND ROVER” จากหน้าจอสัมผัสขนาด 13.1 นิ้ว รวมถึงคันเกียร์ออกแบบจับกระชับขึ้น เทคโนโลยีอัปเดตซอฟต์แวร์อัตโนมัติแบบ Over The Air จึงมีการอัปเดตอยู่เสมอบนหน้าจอสัมผัส Pivi Pro
จอแสดงข้อมูลการขับขี่เหนือแผงคอนโซลหน้า Head up Display (HUD) ลำโพงจาก Meridian Surround Sound System กระจกมองหลังอัจฉริยะ ช่องเสียบชาร์จ USB-C เพื่อชาร์จอุปกรณ์ขณะเดินทางช่วยให้ผู้โดยสารสะดวกสบายมากขึ้น
เครื่องปรับอากาศแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวาและหลังแบบ 3-4 โซนพร้อมระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร (Cabin Air Purification Plus) ผสานรวมเทคโนโลยี nanoeTMX สำหรับการลดสารก่อภูมิแพ้ และการกำจัดเชื้อโรค เพื่อช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์และไวรัสจำนวนมาก
นอกจากนี้ระบบจัดการ CO2 และการกรองอากาศ PM2.5 ในห้องโดยสารยังช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมในห้องโดยสารให้ดีขึ้น โดยตรวจสอบอากาศภายในและภายนอก และปรับให้เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่าผู้โดยสารจะได้สัมผัสกับคุณภาพอากาศที่ดีที่สุดพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 4 ก้านดีไซน์จับกระชับมือ

เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้า 14 ทิศทาง พร้อมห้องโดยสารทั้งแบบ 2 แถว 5 ที่นั่ง เบาะนั่งตอนที่ 2 พับแบบ 40:20:40 จะมีพื้นที่ 972 ลิตรในรุ่น 110 ด้านรุ่น 130 มาแบบ 3 แถว 8 ที่นั่ง
เมื่อพับเบาะลงไปตั้งแต่ด้านหน้าฝั่งคนนั่ง ตอนที่ 2 จะมีพื้นที่บรรทุกสัมภาระมากถึง 2,291 ลิตร แต่ถ้าพับเบาะตอนที่ 2 แบบ 40:20:40 กับตอนที่ 3 จะพื้นที่ถึง 1,232 ลิตร และพับเบาะตอนที่ 3 อย่างเดียวมีพื้นที่ถึง 389 ลิตร และสามารถบรรทุกน้ำหนักสูงสุด 3,893 ลิตร
ขุมพลังปรับเพื่อผ่านมาตรฐานไอเสีย

โดยรุ่นปี 2027 มีการปรับเริ่มที่รุ่น OCTA P540 ด้วยเบนซินเทอร์โบคู่พลัง V8 รหัส S68B44B จาก BMW ขนาด 4.4 ลิตร เพื่อผ่าน EURO 6 ปรับกำลังลงเหลือ 540 แรงม้าที่ 5,100 รอบต่อนาที แรงบิดเท่าเดิม 750 นิวตันเมตรที่ 2,500-5,000 รอบต่อนาที เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 4.4 วินาที ท็อปสปีดอยู่ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รุ่น P380 เบนซินเทอร์โบ 6 สูบ รหัส AJ300P ขนาด 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 380 แรงม้าที่ 5,500-6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 550 นิวตันเมตรที่ 2,000-5,000 รอบต่อนาที เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 6.2 วินาที ท็อปสปีดอยู่ที่ 209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
พร้อมระบบ MHEV–Mild Hybrid จับคู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับที่มีกำลังไฟขนาดเล็ก 48 V และแบตเตอรี่แบบ lithium-ion battery รองรับแรงบิดมากถึง 1,400 นิวตันเมตร โดยปรับใหม่ครั้งนี้เน้น ให้เสียงท่อดุดันและลึกขึ้นกว่าเดิม
ดีเซล MHEV Mild Hybrid จากรหัส AJ300D 6 สูบ
- รุ่น D350 ใหม่ กับ ดีเซลเทอร์โบ Mild Hybrid (MHEV) ขนาด 3.0 ลิตร 350 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 700 นิวตันเมตรที่ 1,500-3,000 รอบต่อนาที เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 6.4 วินาที
- รุ่น D300 กับ ดีเซลเทอร์โบ Mild Hybrid (MHEV) ขนาด 3.0 ลิตร 300 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 650 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 7.0 วินาที
- รุ่น D250 กับ ดีเซลเทอร์โบ Mild Hybrid (MHEV) ขนาด 3.0 ลิตร 249 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 570 นิวตันเมตรที่ 1,250-2,500 รอบต่อนาที เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 8.3 วินาที
- รุ่น D200 กับ ดีเซลเทอร์โบ Mild Hybrid (MHEV) ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 200 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 430 นิวตันเมตรที่ 1,400-3,000 รอบต่อนาที เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 10.2 วินาที รหัส AJ200D
พร้อมระบบ MHEV–Mild Hybrid จับคู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับที่มีกำลังไฟขนาดเล็ก 48 V และแบตเตอรี่แบบ lithium-ion battery รองรับแรงบิดมากถึง 1,400 นิวตันเมตร โดยปรับใหม่ครั้งนี้เน้น ให้เสียงท่อดุดันและลึกขึ้นกว่าเดิม ทุกรุ่นมีความสามารถในการลากจูงได้ 3,500 กิโลกรัม
เบนซิน PHEV Plug in Hybrid หรือ P400e

เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร Ingenium รหัส PT204 300 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิด 400 นิวตันเมตรที่ 1,500-4,500 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 143 แรงม้า ความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 19.2 kWh
เมื่อทำงานร่วมกันจะได้แรงม้ามากถึง 404 แรงม้า แรงบิด 640 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุดในโหมดไฟฟ้า 43 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
มาพร้อมกับสายชาร์จ Mode 2 ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สายชาร์จ Mode 2 จะใช้เวลาประมาณเจ็ดชั่วโมงในการชาร์จให้ถึง 100% จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการชาร์จที่บ้านแบบข้ามคืนและด้วยการใช้ตัวชาร์จแบบชาร์จไวขนาด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จได้ถึง 80% ภายใน 30 นาที
ทุกขนาดจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดของ ZF พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD พร้อมเกียร์ฝาก 4WD แบบ twin-speed transfer box และ ล็อกเฟืองท้าย Differential Controls พร้อมโหมดการขับขี่ Terrain Response 2 มีโหมดออฟโรดเลือกได้ตามเส้นทางที่แตกต่าง ถึง 6 โหมด ทั้ง
- โหมดการขับขี่ทางเรียบไฮเวย์ Normal Driving
- โหมดลุยน้ำ WADE
- โหมดลุยในทางโขดหิน Rock Crawl
- โหมดลุยทางโคลนและแอ่งโคลน MUD And Ruts
- โหมดลุยทางพื้นหญ้า-กรวด-หิมะ Grass- Gravel-Snow
- โหมดลุยพื้นทราย Sand
ติดตั้ง Adaptive Off-Road Cruise Control ซึ่งเป็นรุ่นอัปเกรดของ All Terrain Progress Control ได้ นอกจากนี้ยังมีเตือนความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ Driver Attention Monitor ซึ่งแจ้งเตือนด้วยเสียงและภาพ พร้อมช่วงล่างใหม่ 6D Dynamics และ โหมด OTCA ในรุ่น DEFENDER OTCA

นอกจากนี้สีภายนอกของแต่ละรุ่นย่อยเปลี่ยนสีใหม่ทั้ง สีส้ม Namib Orange สำหรับรุ่น 90 และ 110 ในรุ่น S, X-Dynamic SE, X-Dynamic HSE และ X สีเขียวใหม่ Woolstone Green ในรุ่น OCTA ในขณะที่ฟิล์มเคลือบด้าน Patagonia White ก็มีให้เลือกในรุ่น X และ VERTEX รวมถึงรุ่น V8 และ OCTA ด้วย
สีภายนอกทั้งหมดมาพร้อมฟิล์มปกป้องสีตัวถังแบบเคลือบผิว “เพื่อความทนทานที่ดียิ่งขึ้น” ก่อนหน้านี้มีให้เลือกเฉพาะแบบด้าน โดยฟิล์มชุดนี้เป็นซ่อมแซมตัวเองโดยอัตโนมัติ ช่วยปกป้องจากรอยขีดข่วน รอยหินกระเด็น รอยถลอก และสีซีดจาง และสามารถ “ซ่อมแซมรอยขีดข่วนเล็กๆ ได้เมื่อเวลาผ่านไป”

ยิ่งไปกว่ารุ่นแต่ง Extended Exterior Pack ติดตั้งชุดแต่งรอบคันสีเดียวกับตัวรถเช่น กันชนแบบใหม่ยกมาจากรุ่น VERTEX ในสี Shadow Atlas Matte, สปอยเลอร์หลัง และฝาครอบล้ออะไหล่ ชุดแต่งนี้มีให้เลือกลายล้อ 4 แบบ ได้แก่ ล้อขนาด 20 นิ้วและ 22 นิ้วสีดำเงา, ล้อขนาด 20 นิ้วสีเทาเข้มด้าน และล้อขนาด 20 นิ้วแบบ Diamond-turned ตัดกับสีเทาเข้มเงา
รวมถึงไฟราว LED บนหลังคา Expedition Roof Light ให้แสงสว่างรวม 9,000 ลูเมน ส่องไกลสูงสุด 350 เมตร ที่เก็บสัมภาระท้ายรถที่เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ 60 ลิตร
ซึ่งช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงและทำให้มุมมองด้านข้างดูยาวขึ้น ส่งผลให้มีสไตล์ที่ทรงพลังเป็นพิเศษ โดยรุ่นแต่ง Extended Exterior Pack เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับการอัพเกรดของรุ่น X-Dynamic SE, X-Dynamic HSE และ V8
พร้อมชุดแต่งเสริมทั้งใหม่

- Explorer Pack (แร็คหลังคาสำหรับเดินทางไกล, ที่เก็บสัมภาระด้านข้าง, ช่องรับอากาศยกสูง, บันไดพับได้)
- Adventure Pack (คอมเพรสเซอร์ลมในตัว, ระบบล้างแบบพกพา, ที่เก็บสัมภาระด้านข้างภายนอก)
- Urban Pack (สติ๊กเกอร์ฝากระโปรงหน้า, บันไดข้างสีดำแบบตายตัว, แผ่นกันรอยท้ายสีเข้ม)
- Technology Pack จอแสดงข้อมูลการขับขี่เหนือแผงคอนโซลหน้า Head up Display (HUD) ลำโพงจาก Meridian Surround Sound System กระจกมองหลังอัจฉริยะ สำหรับรุ่น S, X-Dynamic SE และ X-Dynamic HSE
DEFENDER 2027 พร้อมขายแล้วในต่างประเทศส่วนทางด้านเมืองไทยคาดพบกันเร็วๆนี้จากตัวแทนอย่างเป็นทางการของ อินช์เคป (ประเทศไทย)
ที่มา LANDROVER
ติดตามข่าวสารยานยนต์ : car2day.com
Page Facebook : Car2Day
Youtube : youtube.com/@Car2day











