สิทธิบัตรเผย Benda พัฒนาเกียร์ DCT แบบคลัตช์คู่แยกซ้าย-ขวา ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าควบคุมแทนไฮดรอลิก คาดประเดิมในเครื่องยนต์ 6 สูบ 1,700 ซีซี สำหรับรถทัวริ่งเรือธงรุ่นใหม่

Benda เดินหน้าพัฒนาเกียร์อัตโนมัติแบบ DCT ในแนวทางของตัวเอง โดยสิทธิบัตรล่าสุดเผยให้เห็นระบบคลัตช์คู่ที่วางแยกกันคนละฝั่งของเครื่องยนต์ พร้อมใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กควบคุมการทำงานแทนระบบไฮดรอลิก
แม้ภาพในสิทธิบัตรจะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงเป็นตัวอย่าง แต่คาดว่าเทคโนโลยีนี้อาจถูกนำไปใช้กับเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ความจุ 1,700 ซีซี ซึ่ง Benda เตรียมพัฒนาเป็นขุมพลังเรือธงในอนาคต

สิทธิบัตรใหม่ของ Benda มีอะไรน่าสนใจ
ระบบที่เห็นในสิทธิบัตรคือเกียร์อัตโนมัติแบบคลัตช์คู่ หรือ DCT โดยใช้คลัตช์สองชุดทำงานแยกจากกัน จุดเด่นคือคลัตช์แต่ละชุดถูกติดตั้งไว้คนละด้านของเครื่องยนต์ และควบคุมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก
หลักการทำงานคล้ายกับเกียร์ DCT ทั่วไป ชุดเกียร์จะแบ่งหน้าที่กัน โดยฝั่งหนึ่งดูแลเกียร์เลขคี่ ส่วนอีกฝั่งดูแลเกียร์เลขคู่
ขณะขี่ ระบบสามารถเตรียมเกียร์ลำดับถัดไปรอไว้ล่วงหน้าได้ เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนเกียร์ คลัตช์ชุดหนึ่งจะปล่อย ขณะที่อีกชุดจับต่อทันที ทำให้การส่งกำลังต่อเนื่องและลดอาการกระตุกระหว่างเปลี่ยนเกียร์
ผู้ขี่ไม่ต้องบีบคลัตช์หรือเปลี่ยนเกียร์เอง เพราะระบบคอมพิวเตอร์จะเป็นตัวจัดการให้ทั้งหมด
Benda DCT ต่างจาก Honda DCT อย่างไร
จุดที่ต่างกันชัดเจนคือตำแหน่งของคลัตช์และวิธีควบคุม
ระบบ DCT ของ Honda จะติดตั้งคลัตช์ทั้งสองชุดไว้บริเวณด้านเดียวกันของเครื่องยนต์ และใช้ระบบไฮดรอลิกหรือแรงดันน้ำมันในการควบคุม
ส่วน Benda เลือกวางคลัตช์แยกกันคนละฝั่ง โดยชุดหนึ่งอยู่ด้านซ้ายและอีกชุดอยู่ด้านขวาของเครื่องยนต์ พร้อมใช้มอเตอร์ไฟฟ้าหลายตัวในการควบคุมการจับและปล่อยคลัตช์
แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับระบบ E-Clutch ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยควบคุมคลัตช์ เพียงแต่ระบบของ Benda ต้องจัดการคลัตช์พร้อมกันถึงสองชุด
Benda เองมีประสบการณ์กับระบบคลัตช์ไฟฟ้ามาแล้วใน Rock 707 แต่รุ่นดังกล่าวยังใช้คลัตช์เพียงชุดเดียว ไม่ใช่ระบบ DCT แบบใหม่

ทำไมต้องมีชุดส่งกำลังสองฝั่ง
เมื่อคลัตช์ถูกแยกไปอยู่คนละด้านของเครื่องยนต์ Benda จึงต้องเพิ่มชุดส่งกำลังจากเพลาข้อเหวี่ยงอีกหนึ่งชุด เพื่อส่งกำลังไปยังคลัตช์อีกฝั่ง
ในสิทธิบัตร ชุดส่งกำลังที่เพิ่มเข้ามาถูกติดตั้งอยู่ด้านหลังจานโรเตอร์ของไดชาร์จ
ข้อดีคือสามารถแยกคลัตช์สองชุดออกจากกันได้ชัดเจน แต่ก็ต้องเพิ่มเฟืองและชิ้นส่วนภายในมากขึ้นตามไปด้วย
จุดนี้อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น รวมถึงอาจมีเสียงจากชุดเฟืองมากขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าระบบทั้งหมดจะเพิ่มน้ำหนักให้ตัวรถมากแค่ไหน

ทำไม Benda ถึงเลือกใช้มอเตอร์ไฟฟ้า
เหตุผลหลักน่าจะเป็นเรื่องความเรียบง่ายและต้นทุน
ระบบ DCT แบบไฮดรอลิกต้องใช้ทั้งปั๊มน้ำมัน วาล์วควบคุม ทางเดินน้ำมัน และชิ้นส่วนอีกหลายอย่าง ทำให้ระบบมีความซับซ้อนและมีต้นทุนค่อนข้างสูง
การใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กเข้ามาควบคุมแทน ช่วยลดจำนวนชิ้นส่วนบางส่วนลง และยังสามารถใช้เทคโนโลยีที่ Benda มีอยู่แล้วจากรถรุ่นอื่นได้
อีกข้อดีคือสามารถปรับการทำงานผ่านซอฟต์แวร์ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ จังหวะการจับคลัตช์ หรือการตอบสนองในแต่ละโหมดการขี่
เมื่อเทียบกับสิทธิบัตรก่อนหน้า แบบล่าสุดดูมีรายละเอียดมากขึ้น และอาจเป็นสัญญาณว่าระบบกำลังเข้าใกล้ขั้นตอนการผลิตจริง

มีโอกาสใช้กับเครื่องยนต์ 6 สูบ 1,700 ซีซี
แม้สิทธิบัตรจะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงเป็นตัวอย่าง แต่ระบบเกียร์อัตโนมัติรุ่นนี้ถูกคาดหมายว่าจะไปอยู่กับเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ความจุ 1,700 ซีซี ของ Benda
เครื่องยนต์ดังกล่าวถูกเปิดเผยครั้งแรกในปี 2025 และในงาน EICMA 2025 Benda เรียกระบบนี้ว่า Electromechanical Dual-Clutch Transmission หรือ EM-DCT
Benda ระบุว่าเครื่องยนต์และเกียร์ชุดนี้จะถูกใช้เป็นขุมพลังเรือธงสำหรับรถทัวริ่งระดับหรู พร้อมออกแบบเสื้อเครื่องให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตัวรถ เพื่อช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแรง
อย่างไรก็ตาม ภาพเครื่องยนต์ 6 สูบที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ยังไม่เห็นชุดคลัตช์แยกซ้าย-ขวาแบบในสิทธิบัตร จึงยังต้องรอดูว่ารุ่นผลิตจริงจะใช้รูปแบบนี้ทั้งหมดหรือมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม
Benda เอาจริงกับตลาดรถเกียร์อัตโนมัติ
Benda ไม่ใช่ผู้ผลิตหน้าใหม่ในเรื่องระบบเกียร์อัตโนมัติ เพราะมีรถที่ใช้ทั้งคลัตช์อัตโนมัติและเกียร์ CVT อยู่แล้ว
การพัฒนาระบบ EM-DCT จึงแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ต้องการสร้างเทคโนโลยีของตัวเอง และไม่ต้องพึ่งระบบจากผู้ผลิตรายอื่น
ปัจจุบันรถจักรยานยนต์ที่ขี่ง่ายและไม่ต้องบีบคลัตช์เองกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะรถทัวริ่งและรถเครื่องยนต์ขนาดใหญ่
ระบบ DCT จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วยให้ขี่สะดวกขึ้น แต่ยังคงการส่งกำลังและอารมณ์การขี่ที่ใกล้เคียงกับเกียร์ปกติ
ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่ารถรุ่นใดจะได้ใช้ระบบนี้เป็นรุ่นแรก รวมถึงยังไม่มีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ










