หลังภาครัฐเดินหน้าตรวจสอบแพลตฟอร์มเรียกรถอย่างเข้มข้น จากเหตุการณ์ไรเดอร์ก่อเหตุคุกคามผู้โดยสารเยาวชนหญิง จนเกิดคำถามเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย และการตรวจสอบตัวตนผู้ขับขี่ของแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเฉพาะ Bolt ที่ถูกจับตาเรื่องการต่อใบอนุญาต และการแก้ปัญหาการสวมรอยบัญชี ล่าสุดบริษัท ยืนยันให้บริการในไทยตามปกติ พร้อมเร่งยกระดับระบบความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจในการให้บริการ
ย้อนเหตุสวมรอย ทำรัฐคุมเข้มแพลตฟอร์มเรียกรถ
ก่อนหน้านี้ จากกรณีไรเดอร์สวมรอยบัญชีผู้ขับขี่ ก่อเหตุประสงค์ร้ายต่อผู้โดยสารเยาวชนหญิงที่เรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน Bolt จนผู้โดยสารต้องกระโดดหนีออกจากรถและได้รับบาดเจ็บ
ซึ่งในการตรวจสอบพบว่า ผู้ก่อเหตุได้ใช้บัญชีของบิดาที่ลงทะเบียนไว้กับ Bolt โดยที่ไม่มีใบขับขี่เป็นของตนเอง นอกจากนี้รถที่นำมาให้บริการก็ไม่ได้รับจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะอย่างถูกต้อง
เหตุการณ์จึงทำให้หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล ได้เรียกผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถทั้งหมดเข้าหารือ เพื่อกำหนดมาตรการคุมเข้มในการตรวจสอบผู้ขับขี่ โดยเฉพาะการป้องกันการสวมรอยบัญชี พร้อมกำหนดกรอบเวลา 90 วัน ให้แต่ละแพลตฟอร์มเร่งดำเนินการปรับปรุงระบบให้แล้วเสร็จ
หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไข ETDA มีอำนาจตามกฎหมายในการระงับการให้บริการของแพลตฟอร์มได้
นอกจากนี้ ยังมีการออกมาตรการคาดโทษเบื้องต้นต่อ Bolt โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ต้องยกระดับระบบยืนยันตัวตน หรือ KYC รวมถึงปรับปรุงกระบวนการคัดกรองผู้ขับขี่ ให้มีความโปร่งใสและปลอดภัยตามมาตรฐานของภาครัฐ หากไม่สามารถดำเนินการได้ทัน ก็อาจไม่ได้รับการพิจารณาต่อใบอนุญาต ซึ่งจะหมดลงในเดือน พฤษภาคม 2569
Bolt ปลดผู้ขับขี่ออกจากระบบ กว่า 40,000 คน
ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา นายณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โบลท์ (ประเทศไทย) ระบุว่า บริษัทไม่ได้มองตัวเองเป็นนายจ้างของไรเดอร์ แต่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มตัวกลาง หรือ Marketplace พร้อมยืนยันว่าให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายไทย ซึ่งมีการเดินหน้าปรับปรุงระบบมาอย่างต่อเนื่อง
โดยที่ผ่านมา Bolt ได้ปลดผู้ขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายออกจากระบบไปแล้วกว่า 40,000 คน และปัจจุบันมีผู้ขับขี่ประมาณ 25% ที่เข้าสู่ระบบของกรมการขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้ว
ยืนยันเปิดบริการตามปกติ พร้อมเพิ่มมาตรการความปลอดภัย
ล่าสุด Bolt ประเทศไทย ออกแถลงการณ์ (วันที่ 11 พฤษภาคม 2569) ยืนยันว่า บริษัทจะยังคงเปิดให้บริการในประเทศไทยตามปกติ โดยอยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด สำหรับกระบวนการขอรับรองระบบอิเล็กทรอนิกส์
พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยและความมั่นใจ คือสิ่งสำคัญสำหรับการเดินทาง นับตั้งแต่เริ่มให้บริการในประเทศไทย บริษัทได้เดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
- ความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนของคนขับ
มีการใช้ระบบ จดจำใบหน้า หรือ Facial Recognition ในการตรวจสอบตัวตนผู้ขับขี่ พร้อมเพิ่มความถี่ในการสุ่มตรวจ เพื่อป้องกันการแอบอ้างหรือสวมสิทธิ์การใช้งานบัญชีอย่างมีประสิทธิภาพ
- มาตรการจัดการบัญชีที่ผิดวัตถุประสงค์
บริษัทมีมาตรการจัดการ ผู้ใช้บัญชีร่วมกับผู้อื่น หรือให้บุคคลอื่นใช้งานบัญชีที่ลงทะเบียนไว้ โดยหากตรวจพบการใช้งานที่ละเมิดข้อกำหนดของแพลตฟอร์ม จะดำเนินการระงับบัญชีชั่วคราวทันที
- เทคโนโลยีดูแลความปลอดภัยแบบเรียลไทม์
มีระบบช่วยเฝ้าระวังและตรวจจับความผิดปกติระหว่างการเดินทาง (AI Monitoring) พร้อมระบบรายงานด้านความปลอดภัยที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
- แจ้งเตือนก่อนขึ้นรถ
มีระบบ Pop-up ให้ผู้โดยสารตรวจสอบหน้าคนขับ ทะเบียนรถ และข้อมูลบนแอปพลิเคชันได้ก่อนเริ่มการเดินทางทุกครั้ง
![]()
ทั้งนี้ Bolt ระบุว่า ฟีเจอร์และเทคโนโลยีเหล่านี้ คือส่วนหนึ่งของการพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ทุกการเดินทางได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นและอุ่นใจมากขึ้น
พร้อมยืนยันว่า บริษัทจะยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้ขับขี่ และผู้ใช้งานทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาบริการให้มีความปลอดภัย โปร่งใส และเข้าถึงได้มากกว่าเดิมสำหรับอนาคต
ข้อมูลจาก : Bolt Thailand
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com













