เหตุการณ์ล่าสุดจากกรณีไรเดอร์ก่อเหตุคุกคามผู้โดยสารเยาวชนหญิง กลายเป็นชนวนให้ภาครัฐเดินหน้าตรวจสอบแพลตฟอร์มเรียกรถอย่างจริงจัง โดยเฉพาะแอปพลิเคชัน Bolt ที่กำลังถูกจับตาอย่างหนัก หลังพบปัญหาผู้ขับขี่กระทำผิดซ้ำซากและมีการสวมรอยในระบบ จนมีความเป็นไปได้ว่า Bolt อาจไม่ได้รับการต่อใบอนุญาต หลังสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 หากยังไม่สามารถยกระดับความปลอดภัยและการคัดกรองผู้ขับขี่ได้ทันเวลา

ดีอี-กรมขนส่ง จ่อแบน Bolt หากแก้ปัญหาไม่ได้
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เตรียมพิจารณาระงับใบอนุญาต และอาจร้ายแรงถึงขั้นสั่งแบนแอปพลิเคชัน Bolt หลังพบว่าผู้ให้บริการยังไม่สามารถควบคุมปัญหาไรเดอร์กระทำผิดซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า กรณีไรเดอร์สวมรอยไอดีก่อเหตุประสงค์ร้ายต่อผู้โดยสารเยาวชนหญิง จนต้องกระโดดหนีและได้รับบาดเจ็บ เป็นตัวอย่างของช่องโหว่ในระบบที่ชัดเจน โดยเหตุการณ์นี้พบว่าผู้ขับขี่ใช้ไอดีของพ่อตนเองที่ลงทะเบียนไว้กับ Bolt ทั้งที่ตนเองไม่มีใบขับขี่ นอกจากนี้รถที่ใช้ในการบริการก็ไม่ได้มีการจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ
ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังเป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นของมาตรการที่ได้กำหนดไว้ให้ผู้ขับและรถที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ทั้งการจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ (รย 17 และ รย 18) และผู้ขับต้องมีใบขับขี่สาธารณะ ภายในวันที่ 31 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของผู้โดยสาร
สำหรับเหตุการณ์นี้ ทางภาครัฐยืนยันว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ในการลงโทษเจ้าของรถ ผู้ขับขี่ และแอปพลิเคชัน โดยขณะนี้กรมการขนส่งทางบกได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว
พร้อมกันนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมาย และบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา โดยกระทรวงดีอีกำลังหาแนวทางปรับแก้ พ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 (กฎหมาย DPS) หรือใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถิติพบ Bolt มีปัญหาสูงถึง 1 ใน 3
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ใบรับรองประกอบธุรกิจของ Bolt กำลังจะหมดอายุลงในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งทางขบ.อาจพิจารณาไม่ต่ออายุ หากยังไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายได้ครบถ้วน
โดยข้อมูลการจับกุมตั้งแต่ปี 2565 พบว่า
- มีผู้ขับขี่รถสาธารณะผ่านแอปพลิเคชันที่กระทำผิดกฎหมายรวม 6,776 ราย
- ในจำนวนนี้เป็นผู้ขับขี่จาก Bolt ถึง 2,193 ราย
- คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งหมด
- ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเดิม คือไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และไม่นำรถเข้าสู่ระบบตามกฎหมาย
ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงมีมาตรการคาดโทษเบื้องต้น คือผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ต้องยกระดับระบบตรวจสอบตัวตน หรือ KYC รวมถึงปรับปรุงกระบวนการคัดกรองผู้ขับขี่ให้มีความโปร่งใสและปลอดภัยตามมาตรฐานของรัฐ หากยังไม่สามารถดำเนินการได้ทัน ก็จะไม่มีการพิจารณาต่อใบอนุญาต
ในส่วนของคดี ไรเดอร์ที่ก่อเหตุจะถูกแจ้งความในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว พรากผู้เยาว์ และไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ
สำหรับภาพรวมการจดทะเบียนรถสาธารณะ ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 ถึงปัจจุบัน
- มีการจดทะเบียนแล้วประมาณ 2,000 คัน
- ทั้งระบบ มีรถให้บริการสาธารณะที่จดทะเบียนถูกต้องอยู่ที่ประมาณ 19,000 คัน
- โดยมีจำนวนผู้ที่แสดงความประสงค์ขอจดทะเบียนทั้งหมด 39,000 ราย
ETDA ให้เวลา 90 วันแก้ไขระบบ
แม้หน่วยงานรัฐจะพยายามผลักดันให้แอปพลิเคชันรับผิดชอบร่วมด้วย แต่ในปัจจุบันกฎหมายยังจำกัดบทบาทไว้เพียงการรับจดแจ้งการประกอบธุรกิจ และกำหนดให้ผู้ขับขี่ หรือไรเดอร์ต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนตามเงื่อนไขเท่านั้น ซึ่งยังไม่สามารถกำหนดบทลงโทษทางแพ่งหรืออาญาได้โดยตรง
นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ได้เชิญผู้ให้บริการทุกแพลตฟอร์มเข้ามาหารือ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้ขับขี่ โดยเฉพาะการป้องกันการสวมรอยไอดี และกำหนดกรอบเวลา 90 วัน สำหรับการดำเนินการให้เสร็จสิ้น
หากพบว่าไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนเวลา ETDA มีอำนาจตามกฎหมายที่จะระงับการให้บริการของแพลตฟอร์มได้

Bolt ยืนยัน เดินหน้าปรับระบบ แต่การผลักไรเดอร์เข้าระบบไม่ง่าย
นายณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โบลท์ (ประเทศไทย) ระบุว่า บริษัทไม่ได้มองว่าเป็นนายจ้างของไรเดอร์ แต่เป็นเพียงมาร์เก็ตเพลสตัวกลาง พร้อมให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายไทย และได้ดำเนินการปรับปรุงระบบมาอย่างต่อเนื่อง
โดยที่ผ่านมา Bolt ได้ปลดผู้ขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายออกจากระบบแล้วกว่า 40,000 คน และปัจจุบันมีผู้ขับขี่ประมาณ 25% ที่เข้าสู่ระบบของกรมการขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้ว และได้มีการพัฒนาระบบด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม ทั้งระบบติดต่อเจ้าหน้าที่ และระบบติดตามการเดินทาง
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าการผลักดันให้ผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก โดยเฉพาะกระบวนการขอใบขับขี่สาธารณะในประเทศไทยที่เข้าถึงได้ยากกว่าหลายประเทศ ทำให้ต้องใช้วิธีสนับสนุน เช่น การลดค่าคอมมิชชั่น เพื่อจูงใจให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎหมายมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังระบุว่าผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้บริการเพียงแค่แพลตฟอร์มเดียว โดยบริษัทไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหา และยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรกเสมอ
ในส่วนของจำนวนผู้ขับขี่ทั้งหมด รวมถึงสัดส่วนผู้ที่เข้าสู่ระบบหรือยังไม่เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลทางธุรกิจ
ข้อมูลจาก : thairath.co.th, tnnthailand.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com










