หลังจากมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์อีวีผ่านการมอบเงินอุดหนุนจากกรมสรรพสามิตให้กับผู้ผลิต EV 3.0 สิ้นสุดลงล่าสุด BYD ปรับราคาใหม่รับ EV 3.5

กับ BYD Dolphin MY2025 ประกอบที่โรงงาน ณ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ จังหวัดระยอง บนพื้นที่ กว่า 948,000 ตารางเมตร ด้วยกำลังการผลิต สูงสุดถึง 150,000 คันต่อปีพร้อมราคาจำหน่ายเพิ่มจากเดิมสูงสุด 150,000 บาท ดังนี้
- รุ่น Standard Range ราคา 599,900 บาท (เดิม 449,900 บาท)
- รุ่น Extended Range ราคา 719,900 บาท (เดิม 569,900 บาท)
ภายนอก Exterior
เจ้าโลมาน้อยคันนี้ปรับหน้าตาปรับมาดให้ดูดีมีสีสันขึ้นตั้งแต่ไฟหน้า LED พร้อมไฟ Daytime แบบ LED กับกระจังหน้าทรงทึบติดตราตัวอักษร BYD ที่จับประตูดีไซน์ยกก้าน กระจกมองข้างมทรงสปูนปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อม Heated Mirror ไฟท้าย LED ที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง ล้อและยางขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 195/60 R16 ในรุ่น Standard Range ล้อขนาดใหญ่ 17 นิ้วลายใหม่พร้อมยาง 205/50 R17 และหลังคาแบบ Panoramic Roof จัดมาให้ในรุ่นท็อป Extended Range ตัวรถสร้างขึ้นจากแพลตฟอร์ม BYD e-platform 3.0 กับมิติตัวรถตั้งแต่
- ความยาว 4,290 มิลลิเมตร
- ความกว้าง 1,770 มิลลิเมตร
- ความสูง 1,570 มิลลิเมตร
- ฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร
- ระยะต่ำสุดจากพื้น 155 มิลลิเมตร
- น้ำหนักรถ 1,520-1,658 กิโลกรัม
ภายใน Interior
ภายในที่กว้างสบายแบบ 5 ที่นั่ง ใช้สีทูโทนสีดำและสีเทาทุกรุ่น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้าน มือจับเปิดประตูออกแบบคล้ายครีบของโลมาจอในส่วนของอุปกรณ์ Infotainment ใหญ่เต็มตาด้วยขนาด 12.8 นิ้ว พร้อมลำโพง 6 จุด มาตรวัดดิจิทัล LCD สีขนาด 5 นิ้ว ประเมินผลข้อมูลระดับพลังงานและความเร็วแบบเรียลไทม์ เบาะนั่งคู่หน้าแบบ Bucket Seat ทรงสปอร์ต ฝั่งคนขับปรับ 6 ทิศทางและคนนั่งปรับ 4 ทิศทาง เบาะหลังสามารถพับได้ในอัตราส่วน 40:60 มีพื้นที่มากถึง 1,310 ลิตรในกรณีพับเบาะแต่ถ้าไม่พับเบาะมีพื้นที่ 345 ลิตร
ระบบอัจฉริยะ “Follow Me Home” ที่จะมาเพิ่มความปลอดภัยหลังจากจอดรถ เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมระบบกรองอากาศ PM 2.5 พร้อม CN95 Filter ให้ผู้ใช้รถได้มีอากาศบริสุทธิ์ในทุกการขับขี่ พร้อมระบบเสียงดนตรีที่มีการออกแบบสัญญาณเสียงที่จำลองมาจากทะเล นอกจากนี้ ยังมีกลไกการล็อกมากถึง 5 รูปแบบ ได้แก่ การล็อกและปลดล็อกด้วยกุญแจรีโมท, บัตร NFC, BYD Application, กุญแจไข และแบบไม่มีกุญแจ (Keyless Entry) โดยรุ่น Extended Range ให้เบาะคู่หน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้า ที่ชาร์จมือถือไร้สาย ไฟส่องแผนที่ด้านข้างสำหรับด้านหลัง กระจกไฟฟ้า 4 บานแบบ One Touch
สมรรถนะ Performance
ปรับสเปกขุมพลังใหม่เริ่มที่ Standard Range ปรับขนาดความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน Blade Battery (LFP) จาก 44.9 kWh มาเป็น 50.25 kWh ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวแบบ permanent magnet synchronous motor คาดแรงม้ายังคงเดิม 95 แรงม้าที่ 3,714-14,000 รอบต่อนาที แรงบิด 180 นิวตันเมตรที่ 0-3,714 รอบต่อนาที วิ่งไกลสุดเพิ่มมาเป็น 435 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) (เดิม 410 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง)
ความเร็วสูงสุด 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ 12.5 วินาที การชาร์จผ่านไฟ AC รองรับการชาร์จสูงสุด 7 kW 0-100% ภายใน 6.45 ชั่วโมง ส่วนการชาร์จผ่านไฟ DC รองรับการชาร์จสูงสุด 60 kW ในรูปแบบ Fast Charging ชาร์จจาก 30-80% ใช้เวลาเพียง 29 นาที
อีกรุ่นกับรุ่นท็อปสุด Extended Range ใช้ความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 60.48 kWh ซึ่งความจุแบตเทียบเท่ากับ BYD ATTO 3 แรงสุด 204 แรงม้าที่ 5,000-9,000 รอบต่อนาที แรงบิด 310 นิวตันเมตรที่ 0-4,433 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ 7 วินาที วิ่งไกลสุด 490 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) การชาร์จผ่านไฟ AC รองรับการชาร์จสูงสุด 7 kW 0-100% ภายใน 9 ชั่วโมง ส่วนการชาร์จผ่านไฟ DC รองรับการชาร์จสูงสุด 80 kW ในรูปแบบ Fast Charging ชาร์จจาก 30-80% ใช้เวลาเพียง 29 นาที
ทั้งคู่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติแบบ Single Speed พร้อมโหมดการขับขี่สามโหมดทั้ง Eco, Standard และ Sport พร้อมระบบดึงพลังงานจากระบบเบรกกลับมาใช้ใหม่ (Regenerative Braking) ใช้หัวชาร์จแบบ Type 2 / CCS Combo ยังมีระบบเทคโนโลยี Vehicle to Load (V2L) สามารถจ่ายกระแสไฟได้สูงสุด 2000w ทำให้รถสามารถถ่ายโอนพลังงานไฟฟ้าไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆได้ พร้อมช่วงล่างหลังแบบทอร์ชันบีมในรุ่น Standard Range และ อิสระสี่ล้อในรุ่น Extended Range

ความปลอดภัย Safety
ขับเคลื่อนโดยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงอัจฉริยะ (ADAS) ระบบความปลอดภัยที่มาอย่างครบครัน ออกแบบมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยงให้ครบทุกรุ่น ทั้ง
- ช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) Stop and go
- ช่วยเตือนวัตถุเคลื่อนผ่านขณะเปิดประตู (DOW)
- ช่วยเบรกอัตโนมัติ (AEB)
- ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
- ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (LKS)
- ช่วยเตือนการชนด้านหน้าและหลัง (PCW, RCW)
- ช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD)
- ช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA, RCTB)
- ช่วยควบคุมรถไม่ให้ออกนอกช่องทางเดินรถ (LDP)
- ช่วยควบคุมฉุกเฉินให้รถอยู่ในช่องทางเดินรถ (ELKA)
- ช่วยเตือนการชนเมื่อเปลี่ยนช่องทางเดินรถ (LCW)
- ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่อง (Follow Me Home)
พร้อมความปลอดภัยพื้นฐานทั้ง ถุงลมนิรภัย 6 จุด, ตรวจวัดแรงดันลมยาง (TPMS), จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX, เสริมแรงเบรกอัจฉริยะ, เบรกป้องกันล้อล็อก (ABS), ควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC), ป้องกันการลื่นไถล (TCS), ควบคุมการกระจายแรงเบรก (EBD) กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา
BYD Dolphin มีทั้งหมด 4 สีทั้ง สีขาว (Frost White) สีเทา (Graphite Grey) สีครีม (Coastal Crème) และสีดำ (Quantum Black) ตกแต่งภายในเหลือสีเดียวคือ สีดำและสีเทา (Black + Grey)












