Lamborghini Urus SE Performante คลอดแล้วหลังจากผ่านไปเกือบทศวรรษ อัปเกรดพลังขึ้นไปถึง 800 แรงม้า และยังคงใช้ขุมพลังเบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร Twin-Turbo ทำงานร่วมกับระบบ Plug-in Hybrid เหมือนในรุ่น SE มาตรฐาน แต่ได้รับการปรับจูนตามสูตรสำเร็จของรหัส Performante เพื่อรีดสมรรถนะให้จัดจ้านยิ่งขึ้น ทำน้ำหนักให้เบาลง คล่องตัวยิ่งขึ้น ถือได้ว่าเป็นตัวแรงสุดในประวัติศาสตร์ของค่ายกระทิงดุ


นิยามใหม่ของ Super-SUV ที่เร็วที่สุดในโลก
Urus SE Performante ปั่นพละกำลังได้สูงสุดถึง 800 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 999 นิวตันเมตร ซึ่งแรงกว่ารุ่น SE มาตรฐานอยู่ 11 แรงม้า และมีแรงบิดเพิ่มขึ้นอีก 50 นิวตันเมตร ส่งผลให้มันครองตำแหน่ง Super-SUV ที่เร็วที่สุดในโลกจากการวัดผลของ Lamborghini ด้วยตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 3.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 312 กม./ชม.

เครื่องยนต์ V8 บล็อกนี้จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Synchronous Motor โดยรับกระแสไฟมาจากแบตเตอรี่แพ็กขนาด 25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ซึ่งถูกจัดวางไว้ใต้ห้องเก็บสัมภาระท้ายเพื่อช่วยลดจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ของตัวรถ แถมยังสามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลสูงสุดราว 59 กิโลเมตร

ระบบส่งกำลังยังคงเป็นเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด แต่ได้รับการปรับเซ็ตซอฟต์แวร์ใหม่ (Recalibrated) เพื่อให้ตอบสนองได้เฉียบคมยิ่งขึ้นและลดอาการรอรอบของแรงบิด (Torque Lag) ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) เป็นมาตรฐาน พร้อมชุดคลัตช์กลางควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ ระบบช่วงล่างถุงลมแบบ Dual-Chamber (สองห้อง) ได้รับการอัปเกรดใหม่ ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการเข้าโค้ง โดยสามารถลดอาการโคลงของตัวถัง (Body Roll) ได้ถึง 55% เมื่อเทียบกับรุ่น SE มาตรฐาน รวมถึงลดแรงสั่นสะเทือนลงได้อีก 25%
ภาพรวมของ Urus SE Performante มีความคล่องตัว (Maneuvering) เพิ่มขึ้น 6% และมีระบบตอบสนองที่ฉับไวขึ้น 12% เมื่อรัดเข้ากับยาง Pirelli P Zero สูตรเฉพาะ (เลือกได้ทั้งขนาด 22 หรือ 23 นิ้ว) จะช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน (Grip) ได้อีกถึง 6%
| รุ่นรถ | ขุมพลัง | พละกำลัง | 0-100 กม./ชม. | ความเร็วสูงสุด |
| Urus SE Performante | V8 4.0L Twin-Turbo PHEV | 800 HP / 738 LB-FT | 3.3 วินาที | 312 กม./ชม. (194 MPH) |
รีดน้ำหนัก จัดระเบียบกระแสลมตามหลักแอโรไดนามิกส์
ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวรหัสเดือดของ Lamborghini ย่อมไม่ได้มีดีแค่เรื่องแรงม้า Urus SE Performante จึงได้รับการอัปเกรดชิ้นส่วนเพื่อลดน้ำหนักและจัดการระบบอากาศพลศาสตร์ ขยับขีดความสามารถรองรับการขับขี่ทั้งบนถนนหลวงและแทร็กสนามแข่ง
ตัวรถหันมาใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์จำนวนมาก ทั้งบริเวณฝากระโปรงหน้า, หลังคา, สเกิร์ตข้าง และจุดอื่น ๆ ส่งผลให้น้ำหนักตัวถังเบากว่า Urus SE รุ่นปกติถึง 31.7 กิโลกรัม นอกจากนี้ การเปลี่ยนมาใช้ชุดท่อไอเสียพร้อมหม้อพักน้ำหนักเบาจาก Akrapovič ยังช่วยลดน้ำหนักลงไปได้อีก 10 กิโลกรัม ขณะที่ระบบเบรก Integrated Power Brake ลดลง 4 กิโลกรัม และการปรับปรุงแพ็กเกจซับเสียง/แรงสั่นสะเทือน (NVH) ก็ช่วยลดน้ำหนักลงไปได้อีก 3.3 กิโลกรัม
สรุปแล้ว Urus SE Performante มีน้ำหนักตัวรถเปล่า (Curb Weight) อยู่ที่ 2,473 กิโลกรัม


ด้านอากาศพลศาสตร์ SE Performante มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Drag Coefficient) ลดลง 3% เมื่อเทียบกับ Urus SE อีกทั้งยังสร้างแรงกด (Downforce) ได้เพิ่มขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบกับ Performante รุ่นก่อนหน้า และมากกว่า Urus SE รุ่นมาตรฐานถึง 23% โดยมีสปอยเลอร์และดิฟฟิวเซอร์คาร์บอนไฟเบอร์ทำหน้าที่สร้างเสถียรภาพในย่านความเร็วสูงที่ส่วนท้าย ขณะที่การขยายส่วนหน้ารถให้กว้างขึ้นช่วยเรื่องการระบายความร้อนของแบตเตอรี่และการจัดระเบียบลม ยิ่งไปกว่านั้น ระบบระบายความร้อนของชุดเบรกยังทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีก 8%
ค่าตัวคาดการณ์
สิ่งเดียวที่ทาง Lamborghini ยังไม่ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการคือเรื่องราคาค่าตัว แต่หากคำนวณจาก Urus SE รุ่นมาตรฐานซึ่งมีราคาเริ่มต้นในต่างประเทศที่ราว 252,000 ดอลลาร์สหรัฐ และรุ่น Performante ตัวก่อนที่เคยปักป้ายไว้แถว ๆ 270,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้ว
สำหรับค่าตัวของ Urus SE Performante รุ่นใหม่นี้ คาดว่าราคาเริ่มต้นน่าจะขยับขึ้นไปแตะระดับ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 10 ล้านบาทเศษ ไม่รวมภาษีนำเข้าของประเทศไทย) อย่างแน่นอน
Source: Motor1












