More
    spot_img

    คลิปวีดีโอรีวิว : Mercedes-Benz GLC300e 4Matic AMG Dynamic “หล่อดี หรูด้วย ลุยได้ แถมรักษ์โลก” ไม่แปลกที่ขายดี!!

    สำหรับคลิปทดสอบของเราในสัปดาห์นี้ เราจะมาหาคำตอบที่มีหลายคนเคยถามมาว่า “ถ้าจะเลือกรถเอสยูวีหรูที่นั่งได้ 4 คน และพาคุณลุยไปได้ทุกที่ พร้อมความประหยัดและรักษ์โลก สักคันคุณจะเลือกรุ่นไหน” บอกเลยตอนนั้นคำตอบในใจผมยังไม่มี จนได้มาลองขับ Mercedes-Benz GLC300e 4Matic AMG Dynamic คันนี้

    พอได้ยินแบบนี้ หลายคนคงคิดว่าผมเวอร์หรืออวยกันเกินไปหรือเปล่า อันนี้บอกเลยไม่ได้อวย ถ้าไม่เชื่อลองมาดูว่ารถคันนี้มันมีดีอะไร ทำไมมันถึงเป็นหนึ่งในประชากรของเอสยูวีหรูที่วิ่งกันเต็มถนน ถ้าไม่ดีจริงใครจะซื้อคุณว่ามั้ย?

    Design & Exterior ดีไซน์ภายนอก
    ซึ่งก่อนที่คุณจะรู้ว่ามันดียังไง อย่างแรกที่ถูกตาต้องใจนั่นก็คือดีไซน์ภายนอกที่สัมผัสได้ตั้งแต่แรกเห็น โดยรุ่นที่เราได้ลองขับในครั้งนี้ จะเป็นรุ่นปรับโฉมซึ่งเสริมหล่อให้ดูหรูหรามากยิ่งขึ้น ด้วยกระจังหน้าแบบ Diamon Grill ดีไซน์ใหม่ พร้อมโลโก้ตราดาวขนาดใหญ่ ซึ่งมีฟังก์ชัน Distronic ซ่อนอยู่ด้านใน พร้อมแถบคาดกลางแบบเส้นเดียวแทนแบบก้านคู่ รับกับไฟหน้าเทพ ๆ ดีไซน์ใหม่ แบบ Multibeam LED ที่มาพร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive High Beam Assist พร้อม ปรับลำแสงเลี้ยวตามพวงมาลัยได้ด้วย กันชนด้านหน้าใหม่ดีไซน์ที่ดูสปอร์ตขึ้น ด้านข้างดูหล่อพร้อมลุยด้วยล้ออัลลอย AMG ลาย 5 ก้านคู่ใหม่ ขนาด 20 นิ้ว และบันไดข้างสีเงินด้านบ่งบอกว่านี่คือเอสยูวีสายลุย เข้ากับชุดแต่ง AMG Body Styling ได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับด้านท้ายที่ยกชุดไฟเลี้ยวใหม่แบบ LED Block Design ที่ให้ความสว่างและโดดเด่นมากขึ้นกว่าโฉมก่อน

    Interior & Convenience ดีไซน์ภายใน
    ภายในห้องโดยสารเน้นความหรูหราด้วยโทนสีดำของเบาะหนังและแผงประตูตัดสลับกับวัสดุสีเงินด้านแบบ Iridium Sliver กับความสะดวกสบายเมื่อได้สัมผัสตั้งแต่เบาะนั่งแบบหุ้มหนัง Artico คู่หน้าปรับไฟฟ้าทั้ง 2 ฝั่งพร้อมเมมโมรี 3 ตำแหน่ง ส่วนเบาะหลังก็กว้างขวางนั่งสบายสำหรับอีก 2 ท่าน หรือจะจัดอีกสักคนมาแทรกตรงกลางก็ได้ แต่คงไม่สบายมากเท่านั่งสอง ที่สำคัญทุกการเดินทางย่อมมีสัมภาระที่ต้องขนกันไป ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะแค่พื้นที่เก็บของ ตอนยังไม่พับเบาะก็กว้างพอสำหรับอุปกรณ์กล้องที่ผมขนกันไปแบบเต็มอัตรา แต่พอพับเบาะบอกเลยว่าใส่ถุงกอล์ฟได้ 3 ใบ แบบเหลือ ๆ เลยครับ

    ยิ่งไปกว่านั้นในด้านของฟังก์ชันและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็อัดแน่นอยู่เต็มพื้นที่ห้องโดยสาร ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลากหลายและครบถ้วน เช่นเดียวกับจอกลางมัลติมีเดียแบบ MBUX ขนาด 10.25 นิ้ว แบบสัมผัสพร้อมขับกล่อมด้วยระบบเสียงรอบทิศทางระดับพรีเมียมด้วยลำโพง Burmester ซึ่งควบคุมได้ทั้งจากปุ่มบนพวงมาลัยและจาก Touchpad ถนัดอันไหนใช้ตรงนั้นเลย หรือจะสั่งด้วยเสียงแถมยังรองรับทั้ง Apple carplay และ Android แบบไร้สายได้อีกด้วย ที่สำคัญยังใช้เป็นจอแสดงภาพขณะถอยจากกล้องหลังอีกด้วย เสียดายที่รุ่นนี้ไม่เป็นกล้องรอบคัน แต่ก็มีเซ็นเซอร์รอบคันมาให้เพื่อความปลอดภัยแทน ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบล้อมรอบด้วยบรรยากาศที่หรูหราพร้อมไฟสร้างบรรยากาศ Ambient light ที่ปรับได้ถึง 64 เฉดสี บอกเลยเวลาขับกลางคืนบรรยากาศดีมากยิ่งถ้าฝนตกเบา ๆ เปิดม่านหลังคา Panoramic Sunroof สักหน่อยรับรองขับเพลินจนลืมกลับบ้านกันเลยทีเดียว

    Engine & Performance สมรรถนะและเครื่องยนต์
    ในด้านของสมรรถนะการขับขี่นั้น ตอนแรกดูจากทรงนึกว่าจะได้แค่ขับชิว ๆ แต่พอเอาจริงที่ไหนได้ เจ้าเอสยูวีหรูคันนี้มันพร้อมโจนทะยานจนหลังติดเบาะ ด้วยพละกำลังกว่า 320 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลระดับ 700 นิวตันเมตร ที่จากขุมพลังลูกผสมแบบเสียบปลั๊ก ที่มีต้นกำลังภาคเครื่องยนต์เป็นแบบเบนซินเทอร์โบพิกัด 2.0 ลิตร รหัส M274 DE 211 แรงม้า 350 นิวตันเมตร ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพิ่มพลังเป็น 122 แรงม้า พร้อมแรงบิดอีก 440 นิวตันเมตร ขยับขนาดแบตเตอรี่ให้ใหญ่ขึ้นเป็น 13.5 kwh. เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขับชิวด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลสุดถึง 50 กม. ตามเคลม ซึ่งก็ขึ้นอยู่น้ำหนักเท้าของผู้ขับแต่ละคน ส่วนตัวผมเองที่ลองขับใช้งานจริงได้ประมาณ 40 กิโลเมตรกว่านิดหน่อย และทำ Top speed โดยไม่พึ่งเครื่องยนต์ได้ถึง 143 กม./ชม. และสามารถทำความเร็วสูงสุดเมื่อสองต้นกำลังแผลงฤทธิ์เต็มที่ได้ 230 กม./ชม.

    จากที่ได้ลองขับจริงไม่ว่าจะขับแบบปกติหรือบู๊ล้างผลาญ GLC300e คันนี้ก็เอาอยู่ทุกรูปแบบ ด้วยระบบส่งกำลังแบบ 9G Tronic 9 สปีด ที่ให้อัตราเร่งที่ราบรื่นต่อเนื่องไม่มีสะดุด และเมื่อใดที่ต้องการเรียกพลังก็แค่กดคันเร่งให้มิดรับรองว่าหน้าหงายแน่นอน ด้วยพลังกว่า 320 ม้า จะพาร่างที่หนักเกือบ 2 ตัน ทะยานสู่ความเร็ว 100 กม./ชม. ด้วยเวลาเพียง 5.8 วินาที อันนี้แค่วิ่งในโหมด Comfort นะขอบอก ซึ่งถ้าคุณอยากได้การตอบสนองที่ทันใจมากขึ้น แค่ปรับมาเป็นโหมด Sport แผงหน้าปัดที่เปลี่ยนธีมเป็นสีแดงสะใจ พร้อมคันเร่งที่นุ่มเท้าขึ้น แตะเบา ๆ ก็ดึงแรงจนรู้สึกได้
    นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่ (DYNAMIC SELECT) ให้เลือกถึง 5 รูปแบบ ECO, Comfort, Sport, Sport+, Individual ให้ได้เลือกขับกันตามอัธยาศัย โดยที่ระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ในส่วนต่าง ๆ อาทิ ระบบส่งกำลัง รวมถึงระบบบังคับเลี้ยวและควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ให้เหมาะกับสภาพการขับขี่ของคุณได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้วสัมผัส

    ส่วนการชาร์จไฟนั้น ถ้าชาร์จแบบ Emergency Charge จากปลั๊กที่แถมมากับรถเสียบกับไฟบ้านธรรมดากำลังไฟ 2.3 kW ชาร์จเต็มจาก 0-100% จะใช้เวลาเกือบ ๆ 6 ชม. แต่ถ้าชาร์จจากสถานีชาร์จกำลังไฟ 7.4 kwh จะใช้เวลา 1 ชม. 50 นาที ซึ่งถือว่าเร็วกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันที่ส่วนใหญ่รับได้ไม่ถึง 4 kwh เท่านั้น

    ซึ่งถ้าคิดออกมาเป็นค่าไฟในการชาร์จ 1 ครั้ง จาก 0-100 % จะอยู่ที่ประมาณ 35 บาท นำมาใช้วิ่งด้วยไฟฟ้าเพียวได้เกือบ 40 กม. เฉลี่ยค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 87 สตางค์/กม. ซึ่งถ้าคุณใช้ขับไปทำงานไม่เกินวันละ 50 กม. และกลับมาชาร์จบ้านคุณจะเซฟค่าน้ำมันไปได้เยอะมาก เช่นเดียวกับอัตราสิ้นเปลืองตอนเติมน้ำมันก็ไม่ได้กินเวอร์เมื่อเทียบกับความสนุกสนานตอนขับ ซึ่งจากที่ผมได้ลองขับจริงทั้งในกรุงเทพฯ ที่น้ำท่วมรถติดสาหัส แถมยังวิ่งออกนอกเมืองมุ่งหน้าสู่เมืองโบราณอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 12.8 กม./ลิตร เท่านี้ก็ Happy แล้ว

    Handling & Ride 
    นอกจากความแรงแบบสั่งได้แล้ว ระบบกันสะเทือนที่เหมือนคุณได้นั่งพรมวิเศษคือสาเหตุที่ทำให้ผมหลงรักมัน จะลุยหลุมลงบ่อหรือคอสะพาน อาการของช่วงล่างที่ดูดซับแรงกระแทกได้ดีจนเหมือนว่าวิ่งอยู่บนถนนที่ราบเรียบ หรือจังหวะรีบราวด์ช่วงลงสะพานก็ไม่ได้ดีดกระดอนจนคนนั่งมีอาการเวียนหัวให้เห็น

    ยิ่งจังหวะที่ลองขับลุยทางฝุ่นสไตล์ครอส ที่มีหินลอนพร้อมเนินดินและแอ่งน้ำเป็นอุปสรรค ระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ต เมื่อประสานกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4Matic ที่คอยบริหารจัดการส่งกำลังไปยังล้อต่าง ๆ ได้อย่างสมดุล และโชว์พริ้วบนทุกสภาพถนนได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะในช่วงที่ถ่ายทำนั้นมีฝนตกลงมาโปรยปรายเพิ่มความลื่นให้กับถนนในแบบต่าง ๆ เข้าไปอีก แต่เจ้า GLC300e คันนี้ก็สามารถวิ่งผ่านได้ฉลุย

    ถึงตรงนี้อาจมีหลายคนคิดว่ารถหรูแบบนี้จะไปลุยอะไรได้ ก็จริงครับมันอาจลุยไม่ได้มากมายเท่ากระบะดัดแปลงเค้า จะให้ไปไต่หิน ปีนผา คงไม่มีใครทำ เพราะในความเป็นจริงใครจะเอารถราคาขนาดนี้ไปลุยขนาดนั้นถูกมั้ยครับ แค่อยากให้คิดเสียว่าระบบขับสี่ในคันนี้มีไว้เพิ่มสมรรถนะในการยึดเกาะถนนให้ดีขึ้น ยิ่งเวลาเข้าโค้งช่วงฝนตก กับขับลุยไปในที่ทุรกันดาร ถนนหนทางมีแต่ฝุ่น หินกรวด หรือ แอ่งน้ำขนาดย่อมรับรองว่าสอบผ่าน และที่ตอบโจทย์ที่สุดคือการขับลุยน้ำท่วมซึ่งช่วงที่ได้รถมาเราเจอกับฝนตกหนักจนน้ำท่วมเกือบครึ่งล้อก็สามารถผ่านไปได้สบาย เท่านี้ก็น่าจะซื้อใจได้แล้ว

    Safety & Function ระบบความปลอดภัย
    ระบบความปลอดภัยเป็นอีกสิ่งที่ผมให้ความสำคัญเสมอ คันนี้ก็มีมาให้เกือบครบตั้งแต่ ระบบเตือนรถในจุดอับสายตา Blind Spot , ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมช่วยเบรกอัตโนมัติ , ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันตามคันหน้า หรือ Active Distane Assit Distronic ที่ช่วยให้ชีวิตผมสบายและปลอดภัยขึ้น แถมใช้งานก็ง่ายเพียงแค่กดปุ่มล็อคความเร็วระบบจะรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าให้จนถึงหยุดนิ่งเลย เสียดายที่ระบบช่วยประคองให้อยู่ในช่องเลน หรือ Lane Keeping ถ้ามีรับรองเพอร์เฟค เมื่อประกอบกับระบบควบคุมเสถียรภาพที่มีให้ครบ และถุงลมนิรภัยที่มีมากถึง 7 จุด ถึงแม้ไม่มีใครอยากใช้แต่มีไว้เยอะ ๆ น่าจะดีที่สุดคุณว่าจริงมั้ย

    จากทั้งหมดที่ว่ามา นี่คือประสบการณ์จริง หลังจากที่ได้อยู่กับเจ้า GLC300e คันนี้ 4 วันเต็ม ๆ ซึ่งความประทับใจที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่สมรรถนะที่ขับสนุกเกินคาดเท่านั้น แต่มันคือความครบเครื่องที่พร้อมตอบโจทย์ทุกรูปแบบในการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว กับเอสยูวีหรูค่าตัว 3.83 ล้านบาท ผมคิดว่านี่แหละคือความคุ้มค่าสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถครอบครัวที่ดูมีระดับสักคัน และพร้อมจะพาคุณบุกโลดแล่นไปกับคนที่คุณรักในทุก ๆ ที่ ได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว ถึงตรงนี้ถ้าใครยังคิดว่ามันอวยกันเกินไป หรือนี่คือการโฆษณาหรือปล่าว ผมแนะนำให้ไปลองขับดูด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณจะรู้ว่าผมพูดจริง


    บทความอื่น ๆ

    ABOUT THE AUTHOR

    spot_img
    spot_img

    Latest Posts