Toyota Gazoo Racing ประกาศเปิดรับสิทธิ์สั่งจองยอดตัวแรงพร้อมกันถึง 2 รุ่นพิเศษ ได้แก่ GR Yaris Morizo RR Edition และ GR Yaris Sébastien Ogier 9x World Champion Edition ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้พกพาสมรรถนะขั้นสุดระดับตัวแข่ง และถูกจำกัดจำนวนการผลิตไว้เพียงรุ่นละ 100 คันเท่านั้นในประเทศจีนและญี่ปุ่น ที่สำคัญคือไม่มีระบบวอล์คอินเดินไปซื้อ เพราะทางค่ายบังคับให้กดส่งใบสมัครผ่านแอปพลิเคชัน GR บนสมาร์ทโฟนเพื่อ “ชิงโชคจับสลาก” เท่านั้น!
ระยะเวลาในการลุ้นสิทธิ์นั้นสั้นมาก โดยเปิดให้ยื่นใบสมัครตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม ถึง 9 มิถุนายน 2026 นี้ และจะประกาศรายชื่อผู้โชคดี 200 ท่านในวันที่ 1 กรกฎาคม ก่อนจะเริ่มส่งมอบรถลอตแรกในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026

ราคาจำหน่ายเทียบกับรุ่นสแตนดาร์ด:
-
GR Yaris Morizo RR: ราคา 9,000,000 เยน (ประมาณ 2,115,000 บาท / 56,500 USD)
-
GR Yaris Sébastien Ogier 9x World Champion Edition: ราคา 8,450,000 เยน (ประมาณ 1,985,000 บาท / 53,000 USD)
-
เปรียบเทียบกับ GR Yaris รุ่นสแตนดาร์ดในญี่ปุ่นที่วางราคาไว้เพียง 3,617,200 – 5,882,200 เยน (ประมาณ 850,000 – 1,382,000 บาท) ถือเป็นค่าตัวที่กระโดดขึ้นมาแพงระยับระดับน้องๆ ซูเปอร์คาร์เลยทีเดียว
สำหรับสายสะสมที่พลาดหวังจากระบบจับสลาก Toyota ยังมีรางวัลปลอบใจเป็นรถโมเดลย่อส่วนขนาด 1/43 ของทั้งสองรุ่น วางจำหน่ายตามสนามแข่งแรลลี่และร้านค้าปลีกบางแห่งในราคา 16,500 เยน (ประมาณ 3,880 บาท) แม้จะเอาไปจอดในอู่รถจริงไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็สบายกระเป๋ากว่าเยอะ
เจาะลึกความโหด: อะไรที่ทำให้รถ 2 รุ่นนี้เหนือชั้นกว่าปกติ?
ตัวโหดทั้งสองรุ่นนี้ถูกเผยโฉมเป็นครั้งแรกในงาน Tokyo Auto Salon 2026 ในฐานะ “ร่างจำแลงขั้นสุดท้าย” ของรถแข่งแรลลี่ก่อนที่จะปิดตำนานลง โดยมีพื้นฐานมาจาก GR Yaris โฉมปรับปรุงใหม่ (Facelift) ที่มีการเซ็ตตำแหน่งพวงมาลัยและห้องโดยสารโดยนักแข่งมืออาชีพ แต่ทว่ารายละเอียดที่อัปเกรดเพิ่มเข้ามานั้น ดิบและดุดันจนทำให้ GR Yaris รุ่นปกติกลายเป็นรถบ้านไปเลย
1. Toyota GR Yaris Morizo RR Edition (สเปกโหดตามใจบอสใหญ่)
รุ่นนี้ถูกปรับแต่งตามความต้องการของ Akio Toyoda (หรือนามแฝงในสนามแข่งว่า Morizo) โดยตรง ซึ่งกลั่นกรองมาจากประสบการณ์การขับเคี่ยวรถคันนี้ในสนามแข่งความอึด นูร์เบอร์กริง 24 ชั่วโมง ตัวรถได้รับการเซ็ตติ้งระบบช่วงล่างและพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด พร้อมติดตั้ง “Morizo Mode” ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะที่จะล็อกอัตราการกระจายแรงบิดหน้า-หลังไว้ที่ 50:50 โดยอัตโนมัติ
ภายนอกจัดเต็มด้วยชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน ตั้งแต่สปอยเลอร์หน้า (Splitter), ฝากระโปรงหน้าเจาะช่องระบายความร้อน, สเกิร์ตข้างทรงคม และหางหลังทรงสูงปรับระดับได้ ตัวถังพ่นสีพิเศษ Gravel Khaki จับคู่กับล้อฟอร์จ BBS ขนาด 18 นิ้วสีทองบรอนซ์ด้าน และคาลิเปอร์เบรกสีเหลือง ส่วนห้องโดยสารหุ้มหนัง Ultrasuede ที่พวงมาลัยและหัวเกียร์ เดินด้ายสีเหลือง พร้อมเพลตรันหมายเลขตัวถัง และมีลายเซ็น Morizo ประทับอยู่บนกระจกบังลมหน้า
2. Toyota GR Yaris Sébastien Ogier 9x World Champion Edition (จิตวิญญาณแชมป์โลกแรลลี่ 9 สมัย)
สำหรับรุ่นฉลองแชมป์โลกของ Sébastien Ogier จะเน้นการจัดการระบบขับเคลื่อนที่แตกต่างออกไป โดยมาพร้อม “Seb Mode” ที่เน้นการส่งกำลังไปยังล้อหลังที่อัตราส่วน 40:60 เพื่อความจัดจ้านในการเข้าโค้ง และมีโหมด Morizo สำหรับวิ่งบนทางกรวด (Gravel) เสริมเข้ามา ทว่าระบบช่วงล่างและพวงมาลัยจะยังคงใช้สเปกเดียวกับรุ่นสแตนดาร์ด ไม่ได้ปรับแต่งเฉพาะเหมือนรุ่น Morizo RR
งานดีไซน์ภายนอกสะท้อนกลิ่นอายตัวแข่งสัญชาติฝรั่งเศสของ Ogier ด้วยชุดแต่ง Aero Performance Package ตัวถังสีดำพิเศษ Gravity Black ตัดกับล้อ BBS สีดำด้าน คาลิเปอร์เบรกสีน้ำเงิน พร้อมสติกเกอร์ตกแต่งจาก Gazoo Racing และแถบสีธงชาติฝรั่งเศสบริเวณกระจังหน้า ภายในห้องโดยสารเดินตะเข็บด้ายสามสี (น้ำเงิน-ขาว-แดง) ติดตั้งเบรกมือกลไกทรงตั้งแบบดึงตรงสไตล์ตัวแข่งแรลลี่ และเพลตเกียรติยศแชมป์โลก 9 สมัยพร้อมลายเซ็นของ Ogier บนคอนโซลหน้า

Toyota GR Yaris ขุมพลังบล็อก 3 สูบที่ทรงพลังที่สุดในโลก
ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบชาร์จ บล็อกเดิมแต่เค้นสมรรถนะสูงสุดออกมาให้เท่ากันที่ 300 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 400 นิวตันเมตร โดยรุ่น Morizo RR จะส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดลูกใหม่ ส่วนรุ่น Ogier 9x Edition เอาใจสายสับด้วยระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ซึ่งการแยกประเภทเกียร์นี้เองทำให้ตัวรถทั้งสองรุ่นมีน้ำหนักแตกต่างกันเล็กน้อย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Toyota นำความสำเร็จจากสนามแข่ง WRC มาต่อยอดเป็นรุ่นลิมิเต็ด เพราะย้อนกลับไปในปี 2024 พวกเขาก็เคยออกรุ่นพิเศษของ Ogier และ Kalle Rovanperä (โฉมก่อน Facelift) รุ่นละ 100 คันมาแล้ว และเมื่อสูตรสำเร็จนี้ทำเงินและสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ Toyota จะไม่เดินหน้าผลิตตัวโหดระดับห้าดาวแบบนี้ออกมาเขย่ากระเป๋าตังค์และทดสอบดวงของเหล่าเศรษฐีเท้าขวาหนักตราบใดที่ GR Yaris ยังมีอายุทางการตลาดเหลืออยู่
Source: Carscoops
























