แนะนำ!! วิธีการเลือกถังดับเพลิงในรถ ที่เหมาะสมและปลอดภัย

ไฟไหม้รถอาจเป็นอุบัติเหตุที่หลาย ๆ คนอาจมองว่าไกลตัว ในช่วงที่ผ่านมาก็มีเหตุไฟไหม้รถให้เห็นหลายเหตุการณ์ทีเดียว เพื่อความปลอดภัย จึงควรเตรียมความพร้อมด้วยการมี “ถังดับเพลิง” หรือ “กระป๋องดับเพลิงพกพา” ติดรถเอาไว้

ถังดับเพลิงก็จะมีให้เลือกติดตั้งหลายประเภท แล้วแบบไหนถึงจะเหมาะสำหรับเอาไว้ใช้ในรถ วันนี้เราจะมาช่วยแนะนำวิธีในการเลือกถังดับเพลิงให้เหมาะสมกับรถยนต์ของคุณกันครับ

เราควรที่จะรู้ประเภทของเชื้อเพลิงกันก่อน เนื่องจากเชื้อเพลิงแต่ละประเภท
มีวิธีการดับไฟไม่เหมือนกัน เชื้อเพลิงจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท A, B, C, D, K
ประเภท A, B, C จะสามารถพบได้บ่อยที่สุดสำหรับบ้านพักอาศัยและอาคารสำนักงาน**
(เพราะฉะนั้นการเลือกเครื่องดับเพลิง ควรเลือกแบบที่สามารถดับไฟ 3 ประเภทนี้เป็นหลัก)

1. ประเภทของเครื่องดับเพลิง
เครื่องดับเพลิงแต่ละชนิดมีคุณสมบัติ ความสามารถในการดับไฟและราคาที่ต่างกัน
การเลือกซื้อเครื่องดับเพลิงที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับพื้นที่ติดตั้งและงบประมาณ
เรามีข้อมูลเปรียบเทียบคุณสมบัติเครื่องดับเพลิงแต่ละประเภทเบื้องต้นดังนี้

2. น้ำหนักของเครื่องดับเพลิง
เครื่องดับเพลิงสำหรับติดตั้งและใช้งานในบ้าน ควรมีน้ำหนักไม่มาก
สามารถให้คนทุกเพศทุกวัยใช้งานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
น้ำหนักรวมเครื่องดับเพลิงแนะนำไม่ควรเกิน 7 กิโลกรัม

น้ำหนักรวมเครื่องดับเพลิงแต่ละประเภทที่แนะนำใช้งานในบ้าน
ชนิดผงเคมีแห้ง / สารสะอาด / สูตรน้ำ
-ขนาด 2 ปอนด์ น้ำหนักรวม 1.9 กก.
-ขนาด 5 ปอนด์ น้ำหนักรวม 3.9 กก.
-ขนาด 10 ปอนด์ น้ำหนักรวม 7.2 กก.

เครื่องดับเพลิง ชนิดCO2
-ขนาด 5 ปอนด์ น้ำหนักรวม 7.6 กก.

3. FIRE RATING (สมรรถนะเครื่องดับเพลิง)
บ้านพักอาศัย จัดว่าเป็นพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ
ค่าสมรรถนะเครื่องดับเพลิง หรือ FIRE RATING สำหรับติดในบ้าน
จะอยู่ระกว่าง 1A2B ถึง 4A10B ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน

เพลิงไหม้ภายในรถมีลักษณะไหนบ้าง ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อถังดับเพลิง จะต้องมาคำนึงดูก่อนว่าไฟประเภทไหนบ้างที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถยนต์ของคุณได้ ซึ่งแต่ละประเภทนั้นจะมีสารเคมีที่ใช้ในการดับไฟแตกต่างกันออกไป จึงต้องศึกษาเพื่อที่จะเลือกซื้อให้เหมาะสมก่อน

  • เพลิงไหม้ประเภท 1: เพลิงที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง ซึ่งอาจติดไฟได้จากส่วนที่เป็นวัสดุของรถ เช่น เบาะรถยนต์
  • เพลิงไหม้ประเภท 2: เพลิงที่เกิดจากน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันเครื่อง แก๊สรถยนต์
  • เพลิงไหม้ประเภท 3: เพลิงที่เกิดจากการขัดข้องของระบบไฟฟ้า ซึ่งสามารถเกิดภายในรถได้จากการทำงานผิดพลาดจากแบตเตอรี่ในส่วนของเครื่องยนต์

เพราะฉะนั้นการเลือกซื้อถังดับเพลิงจึงจะต้องเลือกถังประเภทที่คลอบคลุมไฟทั้ง 3 ประเภทนี้

วิธีการเลือกถังดับเพลิง ถังดับเพลิงนั้นมีหลายประเภทซึ่งแต่ละประเภทจะแตกต่างกันตรงสารเคมีที่บรรจุอยู่ภายในตัวถัง โดยแต่ละประเภทมีความสามารถในการดับไฟและข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป คือ

  1. สเปรย์โฟม: รองรับการดับเพลิงประเภท 1, 2
    • ข้อดี: น้ำหนักเบา พกพาสะดวก 500 ml
    • ข้อเสีย: ดับไฟได้ไม่ทุกชนิด
  2. ผงเคมีแห้ง: รองรับการดับเพลิงประเภท 1, 2, 3
    • ข้อดี: ราคาไม่สูงมาก สามารถดับไฟได้เร็วกว่าแบบสเปรย์โฟม
    • ข้อเสีย: เมื่อฉีดออกมาจะฟุ้งกระจาย และเมื่อเราทำการฉีดแล้ว แม้จะฉีดเคมีไม่หมดแต่แรงดันจะตก ไม่สามารถใช้งานได้อีก ต้องส่งบรรจุใหม่
  3. สารเหลวระเหย: รองรับการดับเพลิงประเภท 1, 2, 3
    • ข้อดี: สามารถดับไฟได้ทุกประเภท ไม่ทิ้งคราบสกปรกหลังใช้ ใช้ไม่หมดนำมาใช้ซ้ำได้
    • ข้อเสีย: มีราคาค่อนข้างสูง
  4. เคมีสูตรน้ำ: รองรับการดับเพลิงประเภท 1, 2, 3
    • ข้อดี: สามารถดับไฟได้ทุกประเภท ดับไฟได้เร็ว พร้อมป้องกันไฟลุกขึ้นมาติดอีก ใช้ไม่หมดนำมาใช้ซ้ำได้
    • ข้อเสีย: มีราคาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเภทอื่นๆ

วิธีการติดตั้ง การติดตั้งดับเพลิงถังใหญ่ไว้ที่กระโปรงหลัง ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะชอบทำแบบนี้ ซึ่งสำหรับคนที่ติดแก๊สรถยนต์ อันนี้ไม่แนะนำ เพราะหากเกิดเพลิงไหม้จากระบบแก๊สจะไม่สามารถใช้ถังดับเพลิงได้ การติดตั้งถังดับเพลิงที่เหมาะสม เราจะขอแนะนำ 2 จุดนี้ครับ

จุดแรกคือ ภายในห้องโดยสาร แนะนำให้ติดตั้ง ถังดับเพลิงขนาด 2 ปอนด์ ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากไว้อย่างน้อย 2 ตำแหน่ง คือบริเวณเบาะหน้าใกล้คนขับ และบริเวณเบาะหลัง

จุดที่สองคือ ภายในฝากระโปรงหลัง: แนะนำให้ติดตั้ง ถังดับเพลิงขนาด 15 ปอนด์ (สามารถเล็กกว่านี้ได้หากกระโปรงหลังมีพื้นที่น้อย) ซึ่งจะช่วยรองรับการติดไฟขนาดใหญ่ได้

อุปกรณ์ช่วยยามฉุกเฉิน

ค้อนนิรภัย ในกรณีที่เหตุไฟไหม้ที่เกิดจากแบตเตอรี่ อาจทำให้ระบบไฟฟ้าภายในรถไม่ทำงาน มีโอกาสที่จะทำให้ เปิดประตูรถไม่สามารถเปิดออกได้ และ ไม่สามารถปลดเข็มขัดนิรภัยได้ หรือ กระจกรถไม่ทำงาน ซึ่งจะทำให้เราหนีออกจากตัวรถไม่ได้ และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ อุปกรณ์ที่ควรมีติดรถไว้เลยนั่นก็คือ “ค้อนนิรภัย” ซึ่งจะสามารถช่วยคุณทุบกระจกรถเพื่อเอาตัวรอดออกจากรถโดยเร็วที่สุดได้ และตัดเข็มขัดนิรภัยในยามฉุกเฉิน จึงเป็นตัวช่วยที่ดีมากๆ สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินแบนี้

หน้ากากกรองอากาศ  หากเกิดเพลิงไหม้กับรถแล้ว ก็จะมีควันที่เป็นสารพิษซึ่งอันตรายมากหากสูดดมเข้าไปจำนวนมาก เพื่ออำนวยความสะดวกในการดับไฟฉุกเฉิน ควรพกหน้ากากกรองอากาศเอาไว้เพื่อที่จะสามารถเข้าไปดับไฟได้โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายจากควันไฟ เพราะควันพิษนี้อาจจะทำให้คุณสำลักและหมดสติได้

หมายเลขโทรศัพท์หน่วยงานเหตุฉุกเฉิน

    • 191 – แจ้งเหตุด่วน / เหตุร้ายทุกชนิด
    • 199 – แจ้งเหตุไฟไหม้ / ดับเพลิง
    • 1669 – หน่วยฉุกเฉิน (ทั่วประเทศ)
    • 1646 – หน่วยฉุกเฉิน (กทม.)

สิ่งสำคัญที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้ คือการตรวจสอบสภาพรถตามอายุการใช้งาน ตรวจเช็คสภาพให้ละเอียดอย่างน้อย ปีละ 2-3 ครั้ง หรือหากรถของคุณผิดปกติแม้แต่น้อย ก็ควรเช็คทันที ไม่ควรละเลย แม้จะมีอุปกรณ์ฉุกเฉินครบถ้วนแล้ว หากคุณประมาทเลินเล่อ ละเลยไม่ตรวจเช็คให้ดี ก็อาจจะต้องสูญเสียทรัพย์สินที่สำคัญนี้ หรืออาจจะถึงขั้นคร่าชีวิตคนที่คุณรักก็เป็นได้


 

ABOUT THE AUTHOR

Bangkok International Motor Show 2026 (บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47)

Latest Posts