More

    ปิดตำนาน 1 ใน 40 คันทั่วโลก! Bugatti Bolide คันสุดท้ายกับความงามที่ต้องหยุดหายใจ

    Bugatti Bolide ไฮเปอร์คาร์ร่างปีศาจที่ยกขุมพลัง W16 ของ Chiron มายัดลงในตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์สั่งทำพิเศษ พร้อมวิศวกรรมระดับรถต้นแบบ เป็นรถแข่ง Track-only ที่มีเพียง 40 คันในโลก

    Bugatti Bolide

    ย้อนกลับไปช่วงตุลาคมปี 2020 ในขณะที่โลกยังอึมครึมด้วยสถานการณ์โควิด-19 Bugatti ได้กระชากผ้าคลุมเปิดตัวสิ่งที่ดูเหมือน “หลุดมาจากโลกอนาคต” ฉีกคอนเซปต์ทุกกฎเกณฑ์เดิมของค่าย ด้วยดีไซน์สุดขั้วและตัวเลขสมรรถนะที่บ้าคลั่งจนแทบเป็นไปไม่ได้

    สำหรับหลายคนในตอนนั้น มันดูเหมือนโปรเจกต์ทดลอง ที่คงเป็นแค่รถโชว์วิสัยทัศน์ หรือ One-off และดิบเถื่อนเกินกว่าจะขึ้นไลน์ผลิตจริง

    Bugatti Bolide

    แต่คำว่า “เป็นไปไม่ได้” ไม่เคยหยุด Bugatti ได้นาน ไม่นานหลังจากเปิดตัว แบรนด์ก็ยืนยันผลิตจริงจำนวนจำกัด 40 คัน โดยสงวนสิทธิ์ให้หวดกันได้เฉพาะในสนามแข่งเท่านั้น

    แม้สเปกของตัวขายจริง จะดร็อปลงจากตัวคอนเซปต์เล็กน้อย แต่มันก็ยังถือเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับรถแข่ง Le Mans ที่สุดเท่าที่เจ้าของ Bugatti จะหาซื้อได้ และล่าสุด… สัญญาอันทะเยอทะยานนั้นก็มาถึงบทสรุป เมื่อคันสุดท้ายถูกประกอบเสร็จสมบูรณ์

    Bugatti Bolide

    ส่งท้ายตำนาน W16

    นอกจากจะเป็นคันสุดท้ายของรุ่น มันยังเป็นหนึ่งในรถกลุ่มสุดท้ายที่จะได้ใช้เครื่องยนต์ในตำนานอย่าง 8.0-liter Quad-turbo W16 ที่รีดพละกำลังได้ 1,578 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 1,179 ปอนด์-ฟุต ส่งกำลังผ่านเกียร์ Dual-Clutch 7 สปีด

    ด้วยการรีดน้ำหนักตัวถังจนเหลือเพียง 1,450 กิโลกรัม เจ้า Bolide สามารถทำอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.2 วินาที ทะลุ 300 กม./ชม. ใน 11.5 วินาที และกด Top Speed ได้ถึง 380 กม./ชม.

    Bugatti Bolide

    งานคราฟต์ระดับมาสเตอร์พีซ

    ทั้ง 40 คันถูกประกอบด้วยมือที่โรงงาน Molsheim ในฝรั่งเศส สำหรับคันปิดท้ายนี้ ถูกสั่งทำพิเศษโดยนักสะสมกระเป๋าหนักที่มี Bugatti Type 35 ตัวหายากจอดอยู่ในโรงรถ จึงไม่แปลกที่ Bolide คันนี้จะถอดแบบ DNA สีมาจากตำนานรุ่นคุณปู่

    ตัวรถมาในธีมสีน้ำเงิน 3 เฉดที่ไล่ระดับอย่างงดงาม ได้แก่ Black Blue, Special Blue Lyonnais และ Lake Blue ซึ่งเป็นคู่สีเดียวกับ Veyron Grand Sport อีกคันที่เจ้าของมีครอบครองอยู่

    ความใส่ใจในรายละเอียดถือว่า “สุดจัด” ตามสไตล์ Bugatti ชิ้นส่วนตัวถังทั้งหมดทำจากคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา และก่อนจะส่งมอบกุญแจ ทางค่ายได้นำรถไปวิ่งทดสอบในสนามจริงเพื่อให้มั่นใจว่าสมรรถนะพร้อมรบ

    พร้อมซิ่ง หรือ พร้อมโชว์

    ไม่ว่าเจ้าของจะเลือกเอามันไปปลดปล่อยพลังในสนาม หรือจอดเก็บไว้ในคอลเลกชันส่วนตัว มันก็พร้อมทำหน้าที่ทั้งสองอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในฐานะเครื่องจักรสังหารในสนามแข่ง และงานศิลปะยานยนต์

    Christophe Pichon ประธานของ Bugatti กล่าวทิ้งท้ายว่า: “เราตั้งใจสร้างรถที่สามารถแผลงฤทธิ์ในสนามแข่งได้จริง แต่ก็ต้องคู่ควรที่จะอยู่ในคอลเลกชันระดับโลก… นั่นคือเหตุผลที่เราทุ่มเทความใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่งานสีไปจนถึงภายใน เพื่อให้เจ้าของรู้สึกว่า Bolide มีความประณีตทัดเทียมกับรุ่นอื่นๆ ในโรงรถของคุณ”

    เมื่อโปรเจกต์ Bolide จบลงอย่างสมบูรณ์ ตอนนี้ค่ายนี้เตรียมเบนเข็มไปโฟกัสกับทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ Chiron นั่นคือ “Tourbillon” ไฮเปอร์คาร์ขุมพลัง V16 ยุคใหม่ โดยมีกำหนดเริ่มส่งมอบในปีหน้า ถือเป็นการเปิดฉากบทใหม่ของแบรนด์อย่างเป็นทางการ!

    Source: Carscoops

    ABOUT THE AUTHOR

    Latest Posts