กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ประกาศเริ่มโครงการนำร่องบังคับให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ต้องรายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์เริ่มตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและเตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น

ทำไมต้องรายงาน? (นัยสำคัญต่อตลาดรถยนต์)
ในปัจจุบัน แบตเตอรี่คือแหล่งกำเนิดมลพิษหลักในวงจรชีวิตของรถ EV โดยเฉพาะแบตเตอรี่กลุ่ม High-energy Lithium-ion ขณะที่ฝั่งสหภาพยุโรป (EU) เริ่มบังคับใช้กฎหมายให้แสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของแบตเตอรี่ที่เข้าไปขายแล้ว การที่จีนขยับตัวในครั้งนี้จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อ:
-
รักษาความสามารถในการส่งออก: เพื่อให้รถ EV จีนสามารถขายในยุโรปและตลาดโลกได้โดยไม่ติดปัญหาด้านภาษีคาร์บอน
-
สร้างมาตรฐานระดับโลก: จีนต้องการสร้างฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนที่เป็นของตัวเองเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางสากล

ขั้นตอนการดำเนินงาน
-
ปี 2026: เริ่มโครงการนำร่อง (Pilot Program) โดยให้ผู้ผลิตส่งข้อมูลของแบตเตอรี่รุ่นที่เป็นตัวแทนตลาด
-
ปี 2027: บังคับใช้การรายงานแบบเต็มรูปแบบ (Full Reporting) ครอบคลุมแบตเตอรี่ทุกรุ่น
วัดจากอะไรบ้าง?
การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะครอบคลุม 4 ช่วงวงจรชีวิตของแบตเตอรี่ (Life Cycle):
-
การจัดหาวัตถุดิบ: ตั้งแต่การขุดเหมืองลิเธียม โคบอลต์ ฯลฯ
-
กระบวนการผลิต: การใช้พลังงานในโรงงานประกอบแบตเตอรี่
-
การขนส่งและกระจายสินค้า: การเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังผู้ผลิตรถยนต์
-
การรีไซเคิล: การจัดการเมื่อแบตเตอรี่หมดสภาพ

ใครต้องเกี่ยวข้องบ้าง?
ระบบนี้เป็นการทำงานร่วมกันของทั้ง Supply Chain ตั้งแต่ ผู้ผลิตแบตเตอรี่ (คนป้อนข้อมูล), ซัพพลายเออร์วัตถุดิบ (ให้ข้อมูลต้นทาง), และ หน่วยงานตรวจสอบภายนอก (Third-party) เพื่อรับรองความถูกต้องของข้อมูลก่อนส่งเข้าแพลตฟอร์มกลางของรัฐบาล
มุมมองนักวิเคราะห์:
การขยับตัวครั้งนี้สะท้อนว่า จีนไม่ได้เน้นแค่ “ปริมาณ” การผลิตอีกต่อไป แต่กำลังมุ่งสู่ “ความยั่งยืน” (Sustainability) อย่างเต็มตัว ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลกอย่าง CATL หรือ BYD ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และอาจส่งผลต่อโครงสร้างราคารถ EV ในอนาคตที่ต้องบวกต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย
Source: CarNewsChina










