หลังจากแนะนำให้ชาวยุโรปได้รู้จักกับ MGS6 EV เอสยูวีไฟฟ้าทรงท้ายตัดล่าสุดประเดิมตลาดพวงมาลัยขวาที่แรกที่อังกฤษบ้านเกิดค่ายเอ็มจี

MGS6 EV เอสยูวีไฟฟ้าไซซ์ใหญ่กว่ารุ่น S5 EV กลายเป็นรุ่นที่ทั่วโลกให้ความสนใจมาทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อน 4 ล้อ

ภายนอกนำ MGS5 EV มาพองลม
ด้วยกระจังหน้าทรงทึบไฟส่องสว่างเวลากลางวัน DRL แบบ LED ทรงเรียบง่าย ถัดลงมาเป็นไฟหน้า LED กันชนหน้าทรงสปอร์ตพร้อมช่องระบายอากาศแบ่ง 2 ฝั่งคล้าย MG CYBERSTER ประดับด้วยคิ้วชายล่างสีดำใต้กันชนหน้า

ด้านข้างเท่ด้วยราวหลังคาดีไซน์บิ๊วอินน์พร้อมพาโนรามิกซันรูฟบานใหญ่ กรอบกระจกแบบโอเปร่ากระจกมองข้างทรงสปูนพร้อมไฟเลี้ยว ที่เปิดประตูดีไซน์หรูแบบดึงก้าน คิ้วชายล่างประตูทรงหรู พร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยาง 235/55 R19 และขนาด20 นิ้ว พร้อมยาง 245/50 R20 ด้านท้ายมีไฟท้าย LED แนวยาวคาดด้านท้ายพร้อมตรา MG และยังสามารถเปิด-ปิดฝาท้ายด้วยระบบไฟฟ้า
คันนี้สร้างจากแพลตฟอร์มไฟฟ้าล้วน Modular Scalable Platform (MSP) แบบ D-Segment ออกแบบมาโดยเฉพาะกับรถไฟฟ้า เหมือน MG4 Electric และ MGS5 EV โดยมีมิติดังนี้
- ความยาว 4,708 มิลลิเมตร
- ความกว้าง 1,912 มิลลิเมตร
- ความสูง 1,664-1,672 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ 2,835 มิลลิเมตร
- ระยะต่ำสุดจากพื้น 190 มิลลิเมตร
- น้ำหนักรถ 1,880-2,005 กิโลกรัม

ภายในแบบ 5 ที่นั่ง
ยกออปชันมาจาก MGS5 EV แต่ปรับงานดีไซน์ให้โดดเด่น ทั้ง แผงคอนโซลหน้าติดตั้ง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านทรงท้ายตัด D-shape จอแสดงการทำงานรถเหนือคอนโซลหน้า Head Up Display

จอมาตรวัดความเร็วสี TFT 10.25 นิ้ว จอสัมผัสขนาดใหญ่ 12.8 นิ้วชัดแบบ 2.5K HD รวบรวมการทำงานของแสดงผลอัจฉริยะ Full Virtual Dashboard รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Apple Car Play และ Android Auto ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ iSMART ช่วยยกระดับคุณค่าและประสบการณ์การขับขี่ของผู้ใช้รถ รวมถึงการเชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ให้ง่ายยิ่งขึ้น

พร้อมลำโพง 8 จุดและสูงสุด 11 จุดในรุ่นท็อป ช่องเสียบ USB-C 2 จุดหน้า และ 1 จุดหลัง ที่ชาร์จมือถือไร้สาย Wireless Charging กำลัง 50W มีช่องแอร์เชื่อมต่อกับชุดคอนโซลหน้าอย่างลงตัวพร้อมหัวเกียร์หุ้มหนัง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังมีกรองอากาศ PM 2.5 กระจกมองหลังตัดแสงแบบอัตโนมัติ กุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start เบรกมือไฟฟ้า และ Auto Hold


เบาะนั่งคู่หน้ามีทั้งแบบปรับดวยไฟฟ้าด้านคนขับปรับ 6 ทิศทางพร้อมดันหลังปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางและความจำตำแหน่งเบาะและด้านคนนั่งปรับ 4 ทิศทางในรุ่นกลางและท็อป ส่วนรุ่นเริ่มต้นปรับธรรมดาฝั่งคนขับ 6 ทิศทางพร้อมปรับดันหลังและคนนั่ง 4 ทิศทาง เบาะหลังพับได้ 60/40 มีพื้นที่ก่อนพับเบาะ 674 ลิตร และพับเบาะ 1,910 ลิตร และ NVH LUXURY SILENCE SPACE เพิ่มฟิล์มกันเสียงและแผ่นซับเสียงภายในห้องโดยสาร

ขุมพลังไฟฟ้า 3 ทางเลือก
มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบนิกเกิลแมงกานีสโคบอลต์ NCM (Nickel Cobalt Manganese) ความจุ 77 kWh ให้ความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชาร์จแบบเร็ว Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 10%-80% ใช้เวลา 38 นาที รองรับการชาร์จแบบกระแสตรงสูงสุด 144 kW และชาร์จกระแสสลับ AC 0-100% สูงสุด 7 kW ได้ 12 ชั่วโมง ทุกรุ่นโดยที่มีทางเลือกถึง 3 รุ่นเริ่มที่
รุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังแบบ Standard Range ให้กำลังสูงสุด 148 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 9.8 วินาที วิ่งไกลสุด 530 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 624 กิโลเมตร (NEDC)
รุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังแบบ Long Range ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 7.3 วินาที วิ่งไกลสุด 530 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 624 กิโลเมตร (NEDC)
รุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ขับเคลื่อน 4 ล้อ Performance ให้กำลังรวม 362 แรงม้า แรงบิดรวม 540 นิวตันเมตร จากมอเตอร์ล้อหน้า 162 แรงม้า และมอเตอร์ล้อหลัง 245 แรงม้า สามารถลากจูงได้สูงสุด 1,500 กิโลกรัม ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 5.1 วินาที วิ่งไกลสุด 484 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 569 กิโลเมตร (NEDC)
มีระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) 4 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ กลาง สูง และแบบแปรผันตามการขับขี่ (ADAPTIVE) โหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ Comfort Normal Sport Snow และ Custom รองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 6.6 kW พร้อมคันเร่งแบบ One Pedal ช่วยให้ขับขี่ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

คันนี้อาจมาพร้อมการกระจายน้ำหนักแบบสมมาตร 50:50 ระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง ผสานกับการวางตำแหน่งแบตเตอรี่ที่ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถให้ต่ำลง (Low Centre of Gravity) ส่งผลให้การยึดเกาะถนนเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม เพิ่มเสถียรภาพขณะเข้าโค้งและการเร่งแซงในพื้นฐานช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ
ช่วยขับขี่อัจฉริยะ Advanced Driver–Assistance Systems (ADAS)
- ควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ ACC (Adaptive Cruise Control)
- ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันอัจฉริยะ ICA (Intelligent Cruise Assist)
- ช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Brake)
- ช่วยควบคุมรถยนต์ให้ขับเคลื่อนอยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)
- ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
- ควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
- ช่วยจำกัดความเร็วอัจฉริยะ ISLA (Intelligent Speed Limit Assist)
- จดจำป้ายจราจร TSR (Traffic Sign Recognition)
- เปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHBA (Intelligent High-Beam Assist)
- ตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS (Driver Monitor System)
- ช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
- ช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
- ช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
- ช่วยเบรกขณะถอย RCTB (Rear Cross Traffic Braking)
- ช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)

นอกจากนี้ยังเสริมอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัยรอบคัน 7 จุดทั้งคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และตรงกลางเบาะนั่งคนขับ
กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor) ในรุ่นรองท็อปและรุ่นท็อป พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหน้า-หลัง กุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD เสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
ป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control) สัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)

MGS6 EV ท้าชนคู่แข่งทั้ง Tesla Model Y GEELY EX5 XPENG X6 และ BYD SEALION 7 ขายอังกฤษ 3 รุ่นย่อยเริ่ม £37,995- £43,995 หรือราว 1,629,000-1,887,000 บาท ส่วนสิงคโปร์ เปิดราคารุ่นเดียวคือรุ่นขับหลัง $189,888 หรือราว 4,689,000 บาทต่อด้วยไอซแลนด์ ออสเตรเลีย มาเลเซีย ในปี 2026 จับตาเมืองไทยมาภายในปีนี้คาดทันเข้างาน Motor Show 2026










