MAZDA ประกาศความสำเร็จของ MAZDA CX-5 เอสยูวีคันเก่งของค่ายที่มียอดการผลิตและยอดขายสะสมทะลุเกิน 5,000,000 คัน

ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลทำให้ MAZDA CX-5 เป็นรุ่นที่ 3 ต่อจาก MAZDA 323 กับ MZADA 3 ที่มียอดการขายทั่วโลกสะสมและยอดการผลิตทะลุเกิน 5,000,000 คัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ สิ้นสุดปี 2568 และสามารถบรรลุเป้าการผลิตดังกล่าวได้ภายในเวลาสั้นที่สุด
นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน MAZDA CX-5 ได้วางจำหน่ายในตลาดกว่า 100 ประเทศ ในทุกภูมิภาคทั่วโลก และยังได้รับการคัดเลือกจากลูกค้าทั่วโลกในฐานะรถยนต์เอสยูวีของมาสด้าที่ถ่ายทอดการออกแบบอันมีชีวิตชีวา ให้ภาพลักษณ์สปอร์ต รวมถึงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่นและเป็นธรรมชาติ
โดยเจเนอเรชั่นแรกได้เริ่มการผลิต ณ โรงงาน UJINA No.2 ในปี 2554 ขายปี 2555 และเข้าขายไทยในปี 2556 ต่อมามาสด้าจึงได้ขยายฐานการผลิตไปยังโรงงาน UJINA No.1, โรงงาน HOFU และโรงงานในประเทศจีน Changan Mazda Automobile นอกจากนี้ ยังมีการประกอบรถยนต์ในท้องถิ่นที่ประเทศมาเลเซีย Mazda Malaysia Sdn. Bhd. และเวียดนาม Vina Mazda Automobile Manufacturing

ส่งผลให้ MAZDA CX-5 เติบโตขึ้นและกลายเป็นรถยนต์รุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของมาสด้าตั้งแต่ปี 2561

ล่าสุด MAZDA CX-5 เจเนอเรชันที่ 3 ได้เปิดตัวครั้งแรกในทวีปยุโรปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดตัวในอเมริกาเหนือและญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี 2569 ที่จะถึงนี้
มร. โคอิจิโร ยามากุจิ ผู้จัดการโครงการ MAZDA CX-5 กล่าวว่า “ขอขอบคุณลูกค้าและแฟน ๆ ทั่วโลกที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด MAZDA CX-5 เจนใหม่นี้ ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ในรอบแปดปี โดยได้ยกระดับการออกแบบสไตล์สปอร์ตและสมรรถนะการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น และยังมาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวาง เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนสามารถเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายและผ่อนคลายด้วยแนวคิดการออกแบบ ภายใต้ “KODO – Soul of Motion”

นอกจากนั้นยังได้รับการออกแบบระบบ Human-Machine Interface ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นและเทคโนโลยีสกายแอคทีฟทำให้ MAZDA CX-5 เจนใหม่ เป็นเอสยูวีที่จะช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และทำให้ชีวิตประจำวันมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เราจะยังคงดูแลและพัฒนาอย่างใส่ใจ เพื่อให้เป็นรถยนต์ที่เป็นที่รักและได้รับการยอมรับไปอีกยาวนานต่อไปในอนาคต”
มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นในการมอบ “ความสุขในการขับขี่ (Joy of Driving)” และสร้างสรรค์รถยนต์อันเป็นที่รักของลูกค้า ภายใต้คุณค่าหลัก “Radically Human” พร้อมตั้งเป้าหมายในการส่งมอบ “ความสุขในการใช้ชีวิต (Joy of Living)” ผ่านการสร้างประสบการณ์ด้านการเดินทางที่สร้างความประทับใจในชีวิตประจำวันของลูกค้าตลอดไป










