ผลพวงจากการปรับไลน์อัพของ Ford Ranger ทำให้ Ford Everest MY2026 ปรับด้วยเช่นกันยกเลิกดีเซลเทอร์โบคู่ เหลือ 2.0 เทอร์โบเดี่ยว และ 3.0 V6

Ford Everest MY2026 ภาพลักษณ์ใหม่เท่และดุดันขึ้นกว่า พร้อมขุมพลังปรับจูนใหม่ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ติดตั้งระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งมาตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น
ปรับใหม่ยกตระกูล
Ford Everest Platinum เพิ่มรุ่นย่อยใหม่รุ่น 2.0 เทอร์โบเดี่ยวขับเคลื่อน 4 ล้อ ปรับออชันเล็กน้อยเริ่มที่ราวหลังแบบยกจากหลังคารถเปลี่ยนมาเป็นสีดำจากเดิมสีเงิน หลังคารถสีดำ ล้ออัลลอยใหญ่สุด 21 นิ้วพร้อมยาง 275/45R21 ในรุ่น 3.0 V6 และขนาด 20 นิ้วพร้อมยาง 255/55R20 ตัวอักษร Platinum บนฝากระโปรงหน้า
มาตรวัดดิจิทัลขนาด 12.4 นิ้ว จอแบบสัมผัสความคมชัดสูงขนาด 12 นิ้ว เชื่อมต่อการสื่อสาร SYNC® 4 สั่งงานด้วยเสียงเพื่อการสื่อสาร ควบคุมอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ลำโพง B&O ระดับพรีเมียม 12 ตัว พร้อมซับวูฟเฟอร์ ไฟสร้างบรรยากาศภายใน Ambient Light

Ford Everest Sport ตอกย้ำความคุ้มค่าและความสามารถในการลุย ด้วยทางเลือกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหารถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่พร้อมลุยในราคาที่เข้าถึงง่าย ควบคู่ดีไซน์ที่โดดเด่น ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย และมาตรวัดความเร็วดิจิทัล 8 นิ้ว

และรุ่นย่อยใหม่ Ford Everest ACTIVE มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่และความปลอดภัยขั้นสูง เช่น ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ ระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชน ระบบไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซน ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ มาพร้อมจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว
ลาก่อนเทอร์โบคู่

ลาก่อนเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ Bi-Turbo 2.0 ลิตร 210 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร และนำขุมพลังปัจจุบันมาพัฒนาใหม่นั่นคือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว รหัส P02S ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง 170 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที
ปรับรายละเอียดเช่นการใช้ระบบโซ่ราวลิ้น แทนสายพานจุ่มน้ำมัน (Wet Belt) ให้ความทนกว่า ดูแลง่ายกว่า และอัพเกรดระบบหัวฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมระบบส่งกำลังใหม่เป็นเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด รุ่น 10R80 ให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูงและขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time 2H, 4H และ 4L
พร้อมดิฟล็อกแบบไฟฟ้า (Electronic Locking Rear Differential) จับคู่กับโหมดการขับขี่ Terrain Management System 6 โหมด ทั้ง โหมดทั่วไป Normal โหมดประหยัด Eco ลากจูงและบรรทุก Tow/Haul โหมดทางลื่น Slippery โหมดโคลน Mud/Ruts ในรุ่น 4×4 โหมดทราย Sand ในรุ่น 4×4

ขุมพลังดีเซลเทอร์โบ V6 ในรหัส BFWS ขนาด 3.0 ลิตร Power Stroke ที่ให้กำลังมากถึง 250 แรงม้าที่ 3,250 รอบต่อนาที แรงบิด 600 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,250 รอบต่อนาที ปรับสเปกเพื่อให้สามารถเข้าเกณฑ์ผ่านมาตรฐานไอเสียของไทยหรือ EURO 6 สามารถเติมน้ำยาบำบัดไอเสียดีเซล (DEF) หรือสารแอดบลู (AdBlue®)
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ e-Shifter รุ่น 10R80 ขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Full Time 4WD แบบ e-Shifter (2H,4H,4L และ 4A) ที่มาพร้อมเกียร์ทรานสเฟอร์แบบ 2 จังหวะ (On-Demand Two-Speed Electromechanical transfer case–EMTC) ควบคุมด้วยไฟฟ้า พร้อมเฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential
กับโหมดการขับขี่ Terrain Management System 6 โหมด ทั้งโหมดทั่วไป Normal โหมดประหยัด Eco ลากจูงและบรรทุก Tow/Haul โหมดทางลื่น Slippery โหมดทราย Sand โหมดโคลน Mud/Ruts พร้อมเฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential ลุยน้ำได้สูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร และมีความสามารถในการลากจูงถึง 3,500 กิโลกรัม

ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนกคู่คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์และเหล็กกันโคลงโช้คอัพแก๊ส 4 ต้นเน้นการนุ่มนวลหนึบไม่กระด้างเกาะถนนดี พร้อมพวงมาลัยไฟฟ้าที่ช่วยผ่อนแรงในการขับขี่ ปรับน้ำหนักให้เบาที่ความเร็วต่ำ และเพิ่มน้ำหนักเมื่อความเร็วสูง
ระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง ADAS

- ควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control with Stop & Go ยกเว้นรุ่น ACTIVE
- ควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง Lane Centering
- เปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ Auto High-Beam
- ช่วยเบรกอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน Automatic Emergency Braking with Pedestrian Detection
- เตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Warning with Brake Support
- ช่วยควบคุมรถหลังจากชน Post-Impact Braking
- ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning ยกเว้นรุ่น ACTIVE
- ตรวจจับรถในจุดบอด Blind Spot Information System ยกเว้นรุ่น ACTIVE
- ตรวจจับขณะออกจากช่องจอด Cross-Traffic Alert and Braking ยกเว้นรุ่น ACTIVE
- เบรกอัตโนมัติป้องกันการชนเมื่อถอยหลัง Reverse Brake Assist ยกเว้นรุ่น ACTIVE
- ช่วยการหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ Evasive Steer Assist ยกเว้นรุ่น ACTIVE
- ตรวจวัดลมยาง Tire Pressure Monitoring System ยกเว้นรุ่น ACTIVE และ Sport

อุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานทุกรุ่นทั้ง ควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP ป้องกันล้อหมุนฟรี Traction Control System (TCS) ควบคุมความเร็วขณะลงเขา Hill Descent Control (HDC) เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ
สัญญาณกันขโมยและกุญแจนิรภัย Security Alarm System and Immobilizer ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน ระบบเบรกแบบป้องกันล้อล็อก Anti-lock Brake System (ABS) กระจายแรงเบรกไฟฟ้า Electronic Brake Force Distribution (EBD) ดิสก์เบรก 4 ล้อ กล้องมองภาพด้านหลัง ไฟเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Emergency Brake Lights (EBL) ถุงลมนิรภัยรอบคันแบบ 7 จุด
ช่วยออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน Hill Launch Assist (HLA) ลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ Roll-Over Mitigation (ROM) ติดตั้งระบบกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ยกเว้นรุ่น ACTIVE สัญญาณกะระยะการจอดรถ Parking Sensors ด้านหน้า 4 จุด ด้านหลัง 4 จุดและครั้งนี้ตัดออปชัน เทคโนโลยีช่วยจอดอัจฉริยะ Active Park Assist ออกไปจากสารระบบ

Ford Everest MY2026 มีสีภายนอก 6 สีทั้ง
- สีใหม่!! สีเขียว Acacia Green เฉพาะรุ่น Platinum เพิ่มเงิน 15,000 บาท
- สีขาวมุก Snow Flake White Pearl เพิ่มเงิน 15,000 บาท
- สีบรอนซ์เงิน Aluminum Metallic เฉพาะรุ่น ACTIVE และ Sport
- สีดำ Absolute Black
- สีเทา Meteor Grey เฉพาะรุ่น ACTIVE กับ Platinum
- สีเทา Command Grey เพิ่มเงิน 15,000 บาท เฉพาะรุ่น Sport
เปิดราคาจำหน่าย 6 รุ่นดังนี้

- ACTIVE 2.0L 4×2 10AT ราคา 1,379,000 บาท
- Sport 2.0L 4×2 10AT ราคา 1,599,000 บาท
- Sport 2.0L 4×4 10AT ราคา 1,699,000 บาท
- Platinum 2.0L 4WD 10AT ราคา 1,779,000 บาท
- Platinum 3.0L V6 4WD 10AT ราคา 2,284,000 บาท










