ขณะที่เมืองไทยได้ยุบไลน์ขาย Ford Everest WILDTRAK เป็นที่เรียบร้อยแต่บางประเทศยังจำหน่ายต่อไปอย่างเช่นออสเตรเลียที่คัมแบคกลับมาทำตลาดอีกครั้ง

Ford Everest WILDTRAK ภาพลักษณ์ใหม่เท่และดุดันขึ้นกว่า พร้อมขุมพลัง V6 จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน
ภายนอกตกแต่งใหม่
กระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่สีดำเข้มไส้ในเป็นรังผึ้งพร้อมโลโก้วงรีสีน้ำเงินทับเส้นแนวนอนสองเส้นพร้อมไฟหน้ารูปตัว C แบบ Matrix LED ที่มีไฟ LED Daytime รูปตัว C ในโคมเดียวกัน กลมกลืนกับชุดเสริมกันชนหน้าและส่วนล่างมีคิ้วชายล่างตกแต่งใหม่เป็นสีดำจากเดิมสีเงินและไฟตัดหมอกหน้า LED ตัดคำว่า WILDTRAK ออกจากขอบฝากระโปรงหน้า
ล้ออัลลอยลายใหม่สีดำเข้ม Asphalt Black ขลิบสีแดงลายคุ้นเคยยกมาจาก Ford Ranger STORMTRAK เวอร์ชันไทย ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 255/55 R20 ตัดตัวอักษร WILDTRAK ออกจากแผงประตู ราวหลังแบบยกจากหลังคารถเปลี่ยนมาเป็นสีดำ และไฟท้าย LED
พร้อมชุดแต่งสีดำทั้งชิ้นตั้งแต่กระจกมอง คิ้วระบายอากาศที่บังโคลนหน้าซ้าย-ขวา คิ้วด้านท้าย โดดเด่นเป็นสง่า ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมชุดเซนเซอร์เปิดฝาท้ายแบบสามารถใช้เท้าเตะได้ Kick Activated
ภายในสไตล์ WILDTRAK

ด้วยเบาะนั่งกึ่งหนังแท้สีดำเดินด้ายสีส้ม ปักชื่อ WILDTRAK ไว้กลางตัวเบาะแบบปรับคู่หน้าด้วยไฟฟ้า 10 ทิศทางสำหรับคนขับและ 8 ทิศทางสำหรับคนนั่ง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสามก้านหุ้มหนังเดินด้ายส้ม เบาะนั่งแถวที่ 2 ปรับเลื่อนได้ และพับได้แบบแบ่ง 60:40 ส่วนเบาะนั่งแถวที่ 3 แบ่งที่นั่งในอัตราส่วน 50:50 และพับไฟฟ้า ที่สำคัญเบาะแถวที่ 2 และ 3 ยังพับได้แบบแบนราบเพื่อการบรรทุกสัมภาระยาวๆ

มีระบบการชาร์จแบบไร้สาย เกียร์อัตโนมัติ Electronic Shifter หุ้มด้วยหนัง พร้อมเบรกมือไฟฟ้า แผงมาตรวัดดิจิทัลขนาด 8 นิ้ว หน้าจอแบบสัมผัสความคมชัดสูงแนวตั้งขนาด 12 นิ้ว มาพร้อมระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร SYNC® 4 รองรับการสั่งงานด้วยเสียงเพื่อการสื่อสาร ควบคุมอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงและเข้าถึงข้อมูลต่างๆ
หน้าจอแยกส่วนเพื่อให้จอดรถได้สะดวกยิ่งขึ้นในพื้นที่แคบ หลังคาพาโนรามาพร้อมม่านบังแดดไฟฟ้าเป็นมาตรฐาน พร้อมลำโพง 10 จุด ช่องต่อไฟ 12V (12V Power Sockets) และ 230 V หลังกล่องคอนโซลกลาง เสียบปลั๊กต่อชาร์จมือถือ โน้ตบุ๊คได้ มีสวิตช์ควบคุมการทำงานของแอร์หลังได้
พร้อมแอปพลิเคชัน FordPass™ ช่วยให้ลูกค้านัดเข้ารับบริการผ่านช่องทางออนไลน์สั่ง สตาร์ทรถผ่านทางแอปฯ ได้ สามารถในการสตาร์ทรถจากระยะไกล การตรวจเช็คสถานะต่างๆ ของรถ รวมไปถึงการล็อก และปลดล็อกผ่านโทรศัพท์มือถือ
ขุมพลังดีเซลเทอร์โบ V6

ในรหัส BFWS ขนาด 3.0 ลิตร Power Stroke ที่ให้กำลังมากถึง 250 แรงม้าที่ 3,250 รอบต่อนาที แรงบิด 600 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,250 รอบต่อนาที ปรับสเปกเพื่อให้สามารถเข้าเกณฑ์ผ่านมาตรฐานไอเสียของไทยหรือ EURO 6 สามารถเติมน้ำยาบำบัดไอเสียดีเซล (DEF) หรือสารแอดบลู (AdBlue®)
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ e-Shifter รุ่น 10R80 ขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Full Time 4WD แบบ e-Shifter (2H,4H,4L และ 4A) ที่มาพร้อมเกียร์ทรานสเฟอร์แบบ 2 จังหวะ (On-Demand Two-Speed Electromechanical transfer case–EMTC) ควบคุมด้วยไฟฟ้า พร้อมเฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential
กับโหมดการขับขี่ Terrain Management System 6 โหมด ทั้งโหมดทั่วไป Normal โหมดประหยัด Eco ลากจูงและบรรทุก Tow/Haul โหมดทางลื่น Slippery โหมดทราย Sand โหมดโคลน Mud/Ruts พร้อมเฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential ลุยน้ำได้สูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร และมีความสามารถในการลากจูงถึง 3,500 กิโลกรัม
ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนกคู่คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์และเหล็กกันโคลงโช้คอัพแก๊ส 4 ต้นเน้นการนุ่มนวลหนึบไม่กระด้างเกาะถนนดี พร้อมพวงมาลัยไฟฟ้าที่ช่วยผ่อนแรงในการขับขี่ ปรับน้ำหนักให้เบาที่ความเร็วต่ำ และเพิ่มน้ำหนักเมื่อความเร็วสูง
ระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง ADAS

- ควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control with Stop & Go
- ควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง Lane Centering
- เปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ Auto High-Beam
- ช่วยเบรกอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน Automatic Emergency Braking with Pedestrian Detection
- เตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Warning with Brake Support
- ช่วยควบคุมรถหลังจากชน Post-Impact Braking
- ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning
- ตรวจจับรถในจุดบอด Blind Spot Information System
- ตรวจจับขณะออกจากช่องจอด Cross-Traffic Alert and Braking
- เบรกอัตโนมัติป้องกันการชนเมื่อถอยหลัง Reverse Brake Assist
- ช่วยการหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ Evasive Steer Assist
- ตรวจวัดลมยาง Tire Pressure Monitoring System
อุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานทุกรุ่นทั้ง ควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP ป้องกันล้อหมุนฟรี Traction Control System (TCS) ควบคุมความเร็วขณะลงเขา Hill Descent Control (HDC) เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ
สัญญาณกันขโมยและกุญแจนิรภัย Security Alarm System and Immobilizer ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน ระบบเบรกแบบป้องกันล้อล็อก Anti-lock Brake System (ABS) กระจายแรงเบรกไฟฟ้า Electronic Brake Force Distribution (EBD) ดิสก์เบรก 4 ล้อ กล้องมองภาพด้านหลัง ไฟเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Emergency Brake Lights (EBL) ถุงลมนิรภัยรอบคัน
ช่วยออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน Hill Launch Assist (HLA) ลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ Roll-Over Mitigation (ROM) ติดตั้งระบบกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ยกเว้นรุ่น ACTIVE สัญญาณกะระยะการจอดรถ Parking Sensors ด้านหน้า 4 จุด ด้านหลัง 4 จุดและเทคโนโลยีช่วยจอดอัจฉริยะ Active Park Assist

Ford Everest WILDTRAK ผลิตที่เมืองไทยตั้งแต่ พฤษภาคม 2026 และจะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ขายออสเตรเลียพร้อมสีส้ม Ignite Orange เป็นการกลับมาขายครั้งที่ 3 ในรอบ 3 ปี
จำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันในราคาเริ่มต้น $79,990 เป็นราคาไม่รวมค่า on-road หรือค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มจากราคาตัวรถที่ต้องจ่ายเพื่อให้รถสามารถวิ่งบนถนนได้อย่างถูกต้องของออสเตรเลียหรือราว 1,855,000 บาท
ที่มา Carexpert










