ปัจจุบัน ตลาดรถยนต์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลังคนไทยเริ่มหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV มากขึ้น จากมาตรการ และราคาที่เข้าถึงง่าย แต่สำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย กลับกำลังเผชิญแรงกดดันหนัก จากการเข้ามาของ EV จีนที่มีต้นทุนถูกกว่า ทำให้ 10 สมาคมยานยนต์ไทย เตรียมยื่นข้อเสนอฉุกเฉินต่อภาครัฐ เรียกร้องให้ออกมาตรการคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ ทั้งการขึ้นภาษีนำเข้ารถ EV สำเร็จรูปเป็น 32% และผลักดันให้รถ EV ที่ผลิตในไทย ใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 80% เพื่อรักษาห่วงโซ่อุตสาหกรรม และรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
สมาคมยานยนต์ไทย หวั่นอุตสาหกรรมเกิดวิกฤต
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) พร้อมพันธมิตรรวม 10 สมาคม และผู้ประกอบการกว่า 1,500 ราย เตรียมยื่นข้อเสนอฉุกเฉิน ให้รัฐบาลออกมาตรการรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทย
เป้าหมายหลักของข้อเสนอครั้งนี้ ต้องการให้ภาครัฐควบคุมการแข่งขันที่กระทบอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จีน ทั้งรถ EV นำเข้าแบบสำเร็จรูป (CBU) และรถที่เข้ามาประกอบในประเทศไทย
โดยกลุ่มผู้ประกอบการย้ำว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตอย่างหนัก จากการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุครถ EV เพราะชิ้นส่วนหลายประเภทของรถไฟฟ้า ใช้แรงงานและซัพพลายเชนน้อยกว่ารถสันดาป ทำให้ผู้ผลิตไทยจำนวนมากได้รับผลกระทบจากงานผลิตที่ลดลง และมีความเสี่ยงต่อการปิดกิจการในอนาคต
เสนอขึ้นภาษีนำเข้า EV เพื่อลดความได้เปรียบรถจีน
หนึ่งในข้อเสนอหลัก คือการปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยเสนอให้รถ EV นำเข้าแบบสำเร็จรูป (CBU) เสียภาษีสูงกว่ารถที่ผลิตในประเทศไทย
ข้อเสนอระบุว่า ควรปรับภาษีรถ EV นำเข้าขึ้นเป็นอย่างน้อย 32% เพื่อให้เกิดส่วนต่างประมาณ 30% เมื่อเทียบกับรถที่ผลิตในประเทศ ซึ่งปัจจุบันเสียภาษีเพียง 2%
เหตุผลสำคัญ คือเพื่อชดเชยส่วนต่างต้นทุนการผลิต เนื่องจากการผลิตรถในไทย มีต้นทุนที่สูงกว่าการนำเข้าจากจีนประมาณ 30 – 40% ทำให้ผู้ผลิตในประเทศเสียเปรียบด้านราคาอย่างมาก หากไม่มีมาตรการป้องกันเพิ่มเติม อุตสาหกรรมไทยอาจแข่งขันลำบากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประกอบการยังกังวลว่า หากมาตรการสนับสนุน EV 3.5 สิ้นสุดลง โดยไม่มีเงื่อนไขบังคับผลิตชดเชยที่เข้มงวดเพียงพอ ค่ายรถจีนส่วนใหญ่อาจเลือกวิธีการนำเข้ารถสำเร็จรูปเต็มรูปแบบ แทนการผลิตในประเทศไทย ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย เพราะคำสั่งซื้อจำนวนมากจากโรงงานประกอบในประเทศอาจหายไป
ดัน Local Content บังคับใช้ชิ้นส่วนไทยมากขึ้น
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือการผลักดันมาตรการ Local Content โดยเสนอให้รถ EV ที่ตั้งโรงงานประกอบในประเทศไทย ต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศอย่างน้อย 80% เพื่อกระจายรายได้กลับสู่ผู้ประกอบการไทย
นอกจากนี้ ยังเสนอให้สิทธิ์นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปในอัตราภาษีต่ำ 10% เฉพาะค่ายรถที่ลงทุนผลิตจริงในไทย เท่านั้น และให้นำเข้าได้ไม่เกิน 10% ของยอดผลิตรวม
รวมถึงยังมีการเร่งปรับเกณฑ์การนับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ที่กำหนดไว้ 40% ของมูลค่ารถยนต์ใหม่ โดยต้องการปรับวิธีคำนวณให้เข้มงวดขึ้น เพื่อปิดช่องโหว่เดิม ที่บางกรณีสามารถนำต้นทุนค่าแรง หรือกำไรบางส่วน มานับรวมเป็นสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศได้
รถ EV แพงขึ้น 20 – 30% หากรัฐเห็นชอบ
จากการยื่นข้อเสนอฉุกเฉินของสมาคมยานยนต์ไทย หากรัฐบาลให้ความเห็นชอบ อาจทำให้ราคารถ EV นำเข้าปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 20 – 30% ทันที ซึ่งจะส่งผลให้รถไฟฟ้ามีราคาที่เข้าถึงได้ยากขึ้น
สำหรับการบังคับใช้ Local Content สูงถึง 80% เป็นอีกโจทย์ที่ค่อนข้างยากสำหรับอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบัน เพราะชิ้นส่วนสำคัญที่มีต้นทุนสูง เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และเซลล์แบตเตอรี่ ของไทยยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและซัพพลายเชนจากจีนเป็นหลัก
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย มองว่ามาตรการนี้อาจเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะไทยยังติดสัญญาการค้าเสรี (FTA) กับจีน ซึ่งอาจทำให้การตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมมีข้อจำกัดทางกฎหมายการค้า
รวมถึงอาจกระทบเป้าหมาย 30@30 ของรัฐบาล ที่ต้องการผลักดันให้ยานยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 30% ของกำลังการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศไทยภายในปี 2573 เพื่อลดมลพิษและผลักดันประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่
อย่างไรก็ตาม การยื่นข้อเสนอฉุกเฉินครั้งนี้ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหนัก และต้องการให้รัฐบาลเร่งหาทางออก ระหว่างการเปิดรับการลงทุน EV จากต่างประเทศ กับการช่วยให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยยังสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยไม่ทำให้ตลาดรถ EV ได้รับผลกระทบ
ข้อมูลจาก : thansettakij.com, EV Thailand รถยนต์ไฟฟ้า
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com












