จีนคลอดแผนห้าปี ยกระดับ EV เป็น ‘แหล่งพลังงานสำรอง’ หวังปฏิรูปโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติภายในปี 2030

คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ร่วมกับสำนักงานพลังงานแห่งชาติจีน (NEA) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเปิดตัว “แผนพัฒนาห้าปีฉบับที่ 15 เพื่อการสร้างระบบพลังงานใหม่” ซึ่งถือเป็นโรดแมปครั้งสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าหมายระยะกลางให้พลังงานหมุนเวียน คิดเป็นสัดส่วน 30% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2030

china ev

ไฮไลต์สำคัญ: ดึงรถยนต์ไฟฟ้า ช่วยเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้า

จุดเด่นที่สุดของแผนงานนี้คือ การบรรจุรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้เป็นหนึ่งใน “ทรัพยากรควบคุมและจัดสรรพลังงาน” สำหรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนกำลังพยายามปลดล็อกศักยภาพในการเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานเคลื่อนที่ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แนวทางการขับเคลื่อนระบบ V2G (Vehicle-to-Grid):

  • เร่งพัฒนาและใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ในรถ EV มาเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานสำรอง

  • ผลักดันการทำระบบปฏิสัมพันธ์อัจฉริยะ (Vehicle-Grid Interaction) ที่เชื่อมต่ออย่างเป็นระบบระหว่าง ตัวรถยนต์, ตู้ชาร์จส่วนบุคคล, สถานีชาร์จสาธารณะ และโครงข่ายสายส่ง (Grid)

  • เป้าหมายปี 2030: จีนตั้งเป้าขยายขีดความสามารถในการดึงพลังงานกลับจากรถยนต์ไฟฟ้า (Aggregated, Adjustable Charging Capacity) ให้ได้ถึง 50 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งหมายความว่ารถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมหาศาลที่จอดอยู่ จะสามารถจ่ายไฟฟ้าสวนกลับเข้าสู่ระบบกริดเพื่อประคองเสถียรภาพได้ทันทีในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand)

china ev

โรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plants) และโครงสร้างพื้นฐาน

  • โรงไฟฟ้าเสมือน (VPP): จีนจะเร่งพัฒนาโรงไฟฟ้าเสมือนในสเกลใหญ่ โดยตั้งเป้าให้มีกำลังการควบคุมและบริหารจัดการจ่ายไฟ (Regulating Capacity) ทะลุ 50 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2030

  • สถานีชาร์จ: มีแผนจะขยายโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายตู้ชาร์จเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านยูนิต ภายในปี 2030 หรือเพิ่มขึ้นเป็น “เท่าตัว” เมื่อเทียบกับสัดส่วนในปัจจุบัน

china ev

โรดแมปพลังงานสะอาด และจุดพีคของพลังงานฟอสซิล

นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานฝั่งยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว แผนห้าปีฉบับที่ 15 ยังกำหนดเป้าหมายภาพรวมในการเปลี่ยนผ่านพลังงานเอาไว้ดังนี้:

  • สัดส่วนพลังงานทางเลือก: ตั้งเป้าให้พลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล คิดเป็น 25% ของปริมาณการใช้พลังงานรวม และคิดเป็น 50% ของการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2030

  • พลังงานลมและโซลาร์เซลล์: กำลังการติดตั้ง (Installed Capacity) ของพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะทะลุ 50% ของระบบ และกลายเป็นแกนหลักของประเทศ โดยพลังงานลมบนฝั่งและโซลาร์จะเติบโตอย่างมั่นคง ส่วนพลังงานลมในทะเล (Offshore Wind) จะขยายอาณาเขตออกไปสู่บริเวณน้ำลึกและห่างไกลชายฝั่งมากขึ้น

  • พลังงานฟอสซิล: ปริมาณการใช้ถ่านหินและน้ำมันดิบภายในประเทศจีน จะก้าวเข้าสู่จุดสูงสุด (Peak Consumption) และเริ่มคงตัวในช่วงกรอบเวลานี้

  • ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage): ภายในปี 2030 กำลังผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydropower) จะแตะระดับ 160 กิกะวัตต์ ส่วนระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบใหม่ (New-type energy storage) เช่น แบตเตอรี่สำรองไฟสเกลยักษ์ จะแตะระดับ 300 กิกะวัตต์

  • พลังงานนิวเคลียร์: มุ่งพัฒนาอย่างปลอดภัยและเป็นระบบ โดยเน้นเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์แบบแรงดันน้ำสูงยุคที่ 3 (3rd-generation pressurized water reactor) ตั้งเป้ากำลังการผลิตรวมที่ 110 กิกะวัตต์ ภายในปี 2030

  • ไฮโดรเจนและเชื้อเพลิงสีเขียว: ตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ถึง 2 ล้านตัน ภายในปี 2030

Source: CarNewsChina

ABOUT THE AUTHOR

Latest Posts