เชื่อว่าหลายคนที่ต่อภาษีรถทุกปี ต้องมีสับสนกันบ้าง ระหว่าง พ.ร.บ. VS ประกันภาคสมัครใจ มันคือสิ่งเดียวกันไหม? บางคนอาจจะเลือกทำแค่ พ.ร.บ. เพราะคิดว่าครอบคลุมแล้ว หรือบางคนจ่ายค่าประกันเพิ่มทุกปีแต่ไม่รู้ว่าคุ้มครองอะไรบ้าง
วันนี้ car2day จะพาไปทำความเข้าใจความแตกต่างของ พ.ร.บ. กับประกันภาคสมัครใจ ว่าคุ้มครองอะไรบ้าง และต่างกันแค่ไหน?
เรื่องจริงที่คนใช้รถอาจยังไม่รู้
สำหรับผู้ที่ใช้รถใช้ถนนเป็นประจำ คงคุ้นเคยกับคำว่า “พ.ร.บ.” และ “ประกันรถยนต์” กันเป็นอย่างดี แต่แม้ว่า 2 สิ่งนี้จะเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุเหมือนกัน แต่บทบาทจริงๆ และขอบเขตความคุ้มครองมีความแตกต่างกันที่ค่อนข้างชัดเจน
ซึ่งหากเข้าใจผิด เมื่อเกิดอุบัติเหตุในบางสถานการณ์ ค่าเสียหายอาจสูงกว่าที่คิด เพราะการมีเพียง พ.ร.บ. อาจไม่เพียงพอต่อการคุ้มครอง
พ.ร.บ. คืออะไร?

พ.ร.บ. หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นประกันภัยภาคบังคับที่รถยนต์ทุกคันต้องมีตามกฎหมาย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือบุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบ
ความคุ้มครองของ พ.ร.บ. แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ค่าเสียหายเบื้องต้น และค่าสินไหมทดแทนส่วนเกิน
1. ค่าเสียหายเบื้องต้น ผู้ประสบภัยจะได้รับความคุ้มครองโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิด
- ค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ จ่ายตามจริง (สูงสุด 30,000 บาท)
- กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร รับ 35,000 บาท
2. ค่าสินไหมทดแทนส่วนเกิน จะได้รับเมื่อมีการพิสูจน์แล้วว่าผู้ประสบภัยไม่ได้เป็นฝ่ายผิด
- ค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ จ่ายตามจริง (สูงสุด 80,000 บาท)
- กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง รับสูงสุด 500,000 บาท
- กรณีเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน รับเงินชดเชย วันละ 200 บาท สูงสุด 20 วัน
อย่างไรก็ตาม การใช้รถโดยไม่มี พ.ร.บ. ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งอาจได้รับโทษ เช่น
- ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
- ไม่สามารถต่อภาษีรถประจำปีได้
- หากเกิดอุบัติเหตุ อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
สรุปง่ายๆ หน้าที่ของ พ.ร.บ. คือ
- เน้นช่วยคนที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ
- ไม่คุ้มครองความเสียหายของตัวรถ
ประกันภาคสมัครใจคืออะไร?

ประกันภาคสมัครใจ คือประกันที่เจ้าของรถเลือกซื้อเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ. เพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยมีหลายรูปแบบ เช่น
- ประกันชั้น 1
- ประกันชั้น 2+
- ประกันชั้น 3+
- ประกันชั้น 3
หน้าที่หลักคือ ประกันภาคสมัครใจจะให้ความคุ้มครองตามสิทธิและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกัน ซึ่งรายละเอียดความคุ้มครอง วงเงินชดเชย และข้อยกเว้น อาจแตกต่างกันไปในแต่ละแผนประกัน
โดยทั่วไป ประกันภาคสมัครใจจะช่วยคุ้มครองความเสียหายในด้านต่างๆ เช่น
- ความเสียหายต่อรถยนต์ของผู้เอาประกัน
- ความเสียหายต่อรถยนต์คู่กรณี
- ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
- ค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยเพิ่มเติม
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย และอนามัยของบุคคลภายนอก
ซึ่งเป็นความคุ้มครองที่ พ.ร.บ. ไม่ได้ดูแลทั้งหมด และโดยทั่วไปยังสามารถเลือกวงเงินคุ้มครองได้สูงกว่าตามแผนประกัน
ทั้งนี้ สำหรับระดับความคุ้มครอง ส่วนใหญ่ประกันชั้น 1 จะเป็นรูปแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมมากที่สุด ทั้งกรณีรถชน รถหาย ไฟไหม้ หรืออุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี
ส่วนประกันชั้น 2+, 3+ และชั้น 3 จะมีขอบเขตความคุ้มครองลดลงมา เพื่อให้เข้ากับเบี้ยประกันที่มีราคาถูกกว่า โดยผู้ใช้รถสามารถเลือกให้เหมาะกับอายุรถ ลักษณะการใช้งาน และงบประมาณของตนเองได้
ตารางเปรียบเทียบ พ.ร.บ. VS ประกันภาคสมัครใจ
| หัวข้อ | พ.ร.บ. | ประกันภาคสมัครใจ |
| เงื่อนไขทางกฎหมาย | กฎหมายบังคับ รถทุกคันต้องทำ | ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ไม่มีข้อบังคับ |
| ผลทางกฎหมาย | ไม่ทำถือว่าผิดกฎหมาย และต่อภาษีรถประจำปีไม่ได้ | ไม่ทำก็ไม่มีผลทางกฎหมาย |
| หน้าที่หลัก | คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร คนเดินเท้า) | คุ้มครองคน รถ และทรัพย์สิน |
| วงเงินคุ้มครอง | จ่ายตามจริง ไม่เกินวงเงินที่กฎหมายกำหนด | เลือกวงเงินได้ตามแผนประกัน |
| ค่าซ่อมรถ | ไม่คุ้มครอง | คุ้มครองตามประเภทกรมธรรม์ |
| ทรัพย์สินคู่กรณี | ไม่คุ้มครอง | คุ้มครองตามประเภทกรมธรรม์ |
| ความคุ้มครองเพิ่มเติม | ค่ารักษาพยาบาล บาดเจ็บ เสียชีวิต หรือทุพพลภาพ | อาจคุ้มครองรถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม และภัยธรรมชาติ (ขึ้นอยู่กับแผนประกัน) |
ทำไมมีแค่ พ.ร.บ. ถึงอาจไม่เพียงพอ?
บางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนน การมีแค่ พ.ร.บ. อาจ…เพราะมีหน้าที่หลักในการคุ้มครองผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมความเสียหายของตัวรถหรือทรัพย์สิน
ยกตัวอย่างเหตุการณ์
วันดีคืนดี เกิดเหตุไม่คาดคิดขับรถไปสกิดท้ายรถหรูราคา 4 ล้านบาท และมีการประเมินค่าซ่อมในมูลค่าประมาณ 300,000 บาท กรณีนี้ พ.ร.บ. จะช่วยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้บาดเจ็บตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด
แต่สำหรับค่าซ่อมรถหรูมูลค่า 300,000 บาท ของคู่กรณี รวมถึงค่าซ่อมรถตนเอง พ.ร.บ. จะไม่จ่ายให้ในส่วนนี้ ทำให้ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตัวเอง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนเลือกทำประกันภาคสมัครใจควบคู่กับ พ.ร.บ.
เลือกประกันแบบไหนให้เหมาะกับการใช้งาน?
- ใช้รถทุกวัน : แนะนำประกันชั้น 1 เพราะคุ้มครองครอบคลุมที่สุด ทั้งตัวเอง คู่กรณี และภัยธรรมชาติ
- รถที่มีอายุหลายปี : อาจเลือกประกัน 2+ หรือ 3+ เพื่อลดค่าเบี้ย แต่ยังได้รับความคุ้มครองในกรณีชนรถด้วยกัน
- ใช้รถไม่บ่อย : ควรพิจารณาทำประกันชั้น 3 ไว้เพิ่มเติม เพื่อช่วยคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ. และประกันภาคสมัครใจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
- พ.ร.บ. จะเป็นประกันภาคบังคับที่เน้นคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามที่กฎหมายกำหนด
- ประกันภาคสมัครใจ จะช่วยขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมทั้งตัวรถ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และความรับผิดต่อคู่กรณีตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
ดังนั้น การเลือกทำประกันให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานรถ จะช่วยลดความเสี่ยงและภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีแค่ พ.ร.บ. เพียงอย่างเดียว หรือทำประกันภาคสมัครใจเพิ่มเติมไว้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดบนท้องถนน คือการขับขี่ด้วยความไม่ประมาท เคารพกฎจราจร และมีความรับผิดชอบต่อผู้ร่วมใช้ถนน เพราะการป้องกันอุบัติเหตุย่อมดีกว่าการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลัง










