ในขณะที่เมืองไทยอยากเป็นที่แรกของอาเซียนเปิดตัว DENZA Z9 GT เร็วๆนี้ ปรากฏว่า มาเลเซีย เสือปืนไว เปิดตัวและราคาจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

DENZA Z9 GT สปอร์ตแวกอนมาพร้อมสมรรถนะใหม่และเทคโนโลยีให้เด่นกว่าเดิมในเวอร์ชันพวงมาลัยขวาครั้งแรกนอกประเทศจีนที่มาเลเซีย
สไตล์ Shooting Brake

ดีไซน์กันชนหน้าออกแบบมุมซ้าย-ขวาเป็นรูปแนวนอนคาดว่าฝังไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED เน้นความทึบมากขึ้นพร้อมช่องระบายอากาศออกแบบให้ใหญ่แบบแอคทีฟติดตรา DENZA ไว้ประกบกับไฟหน้า LED MATRIX แบบ “Twin Star Crown” พร้อมไฟเลี้ยววิ่ง sequential turn signals LED ด้านหน้า
ด้านข้างสปอร์ตล้ำกับ เปลี่ยนตำแหน่ง LiDAR จากเดิมอยู่ที่กันชนหน้ามาไว้ที่หลังคารถพร้อมไฟสีน้ำเงินอัจฉริยะสำหรับการขับขี่ในโหมดอัตโนมัติ หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามาขนาด 2.1 ตารางเมตร กระจกล้อมกรอบสีดำ กระจกมองข้างทรงสปูน ปรับพับด้วยนระบบไฟฟ้าพร้อมทำความร้อนและไล่ฝ้า
ที่เปิดประตูดีไซน์เรียบเนียนกับตัวรถ กระจกเข้ม Privacy glass ทั้งกระจกรถคู่หลัง กระจกเล็ก เสา C และกระจกหลังทั้งบาน ติดตรา DENZA ที่เสา D พร้อมประตูสุญญากาศหรือประตูดูด 4 บาน เสริมเด่นกับล้ออัลลอยตั้งแต่ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 255/45R20 เพื่อลดแรงต้านการหมุนและลดเสียงรบกวน พร้อมไฟส่องสว่างต้อนรับอัจฉริยะรับใต้ท้องรถแบบปีกแสงดาวตก Meteor Light Wings

ด้านท้ายมีความพรีเมียมขึ้นมาอีกระดับกับสปอยเลอร์หลังแบบปีกเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า Electric Rear Wing พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ฝาท้ายเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อม Hands-free และ Kick Sensor จับเซนเซอร์ด้วยเท้าเตะ ไฟท้าย LED แนวยาวครอบเส้นตรงกลาง พร้อมไฟเลี้ยววิ่ง sequential turn signals LED ด้านหลัง ตราโลโก้และตราตัวอักษรขนาดใหญ่ รับกับกันชนท้ายชิ้นใหญ่เสริมลิ้นกันชนหลังสีเงินให้ตัวรถดูดีขึ้น ตัวรถใหญ่ขึ้นตั้งแต่
- ความยาว 5,180 มิลลิเมตร
- ความกว้าง 1,990 มิลลิเมตร
- ความสูง 1,490 มิลลิเมตร
- ฐานล้อ 3,125 มิลลิเมตร
- น้ำหนักรถ 2,875 กิโลกรัม
- ที่ใส่ของใต้ฝากระโปรงหน้า 53 ลิตร
ภายในมาพร้อมโทนสีใหม่
ด้วยโทนสีให้เลือกถึง 3 สีทั้งสีทูโทนสีดำ/เบาะสีแดง Dark Chocolate with Red Velvet สีดำ/เบาะสีเบจ Dark Chocolate with Perg Beige และสีดำล้วน หนังกลับสีดำ Full Black ชุดหนังสัมผัสตกแต่งด้วยแผงคอนโซลหน้าแผงประตูด้วยวัสดุระดับพรีเมียมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์แท้
เบาะนั่งหรูแบบ 5 ที่นั่งหุ้มหนัง NAPPA เบาะคู่หน้าแบบ Zero Gravity โดยเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะคู่หน้ามาพร้อมกับอุ่นเบาะ ระบายอากาศหรือเบาะเย็น และนวด 10 จุด จดจำตำแหน่งการปรับตำแหน่ง มีดันหลังไฟฟ้า ส่วนฝั่งคนขับมีเบาะรองขาปรับไฟฟ้าแบบยาวพิเศษโดยดึงส่วนรองขาให้ยื่นออกมาและยกตัวขึ้นในลักษณะคล้ายกับ “งวงช้าง” เพื่อรองรับช่วงน่องและเท้าได้อย่างเต็มที่

แผงคอนโซลหน้าดีไซน์ใหม่ติดตั้งระบบจอเรียงกันถึง 3 จอประกอบด้วยชุดมาตรวัดดิจิทัลแบบ LCD 13.2 นิ้ว จอสัมผัสเชื่อมต่อระบบความบันเทิงขนาดใหญ่แบบลอยตัว 17.3 นิ้ว มีจอสำหรับฝั่งผู้โดยสารขนาด 13.2 นิ้ว และจอแสดงข้อมูลการขับขี่เหนือคอนโซลหน้าหรือ AR-HUD Head-Up Display ขนาด 50 นิ้ว พร้อมจอแสดงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลัง LCD ขนาด 6 นิ้ว

มีระบบปฏิบัติการ Google Built-in ซึ่งช่วยให้เข้าถึงบริการต่างๆ ของ Google Automotive ได้อย่างราบรื่น รวมถึง Google Maps, Google Assistant และ Google Play Store
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านปาดล่างแบบ flat-bottomed ดีไซน์ใหม่ ย้ายคันเกียร์ไปอยู่ที่คอพวงมาลัย และมีแป้นเปลี่ยนเกียร์ Boost แบบสัมผัสเดียว คอนโซลกลาง ติดตั้งที่ชาร์จสมาร์ตโฟนชาร์จจุใจถึง 2 เครื่อง กำลังชาร์จ 50W ช่องแอร์ตรงกลางดีไซน์ใหม่ ช่องเสียบ USB Type-C กำลัง 60W 3 จุด

เครื่องเสียงคุณภาพรอบคัน 20 จุด DEVIALET รวมในชุดคอนโซลหน้า และพนักพิงศีรษะด้านหน้า ร่วมสร้างความบันเทิงและประสบการณ์ที่น่าจดจำทุกการเดินทาง
ติดตั้งตู้แช่ความเย็นขนาดเล็กทั้งด้านหน้า 4 ลิตร ใส่น้ำขวดได้ 6 ขวด และหลัง 10 ลิตร บรรจุแชมเปญได้ 2 ขวดหรือไวน์ 4 ขวด รองรับอุณหภูมิ-6 ℃ to 50 ℃ เสริมด้วยแสงไฟเพื่อสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารกว่า 128 เฉดสี ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอุณหภูมิ 4 โซน มั่นใจด้วย ด้วยแผ่นกรองมาตรฐาน CN95 และแผ่นกรองฝุ่นละเอียด PM2.5 พร้อมกระจายน้ำหอมอัจฉริยะ Car Fragrance Diffuser
กระจกมองหลังแบบดิจิตอล (Digital / Streaming Rearview Mirror) แสดงภาพสดจากกล้องความละเอียดสูงด้านท้ายรถมาที่หน้าจอกระจกมองหลังโดยตรงและตัดแสงอัตโนมัติในตัว พร้อมกระจกแต่งหน้าพร้อมไฟส่อง 2 ด้านบนหลังคารถ หลังคาภายในขึ้นรูปแบบแบบกำมะหยี่ และกุญแจคีย์การ์ด NFC
ขุมพลังอีวี

รุ่นไฟฟ้าล้วนด้วยรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ Performance 4WD มอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ 3 ตัว แบ่งเป็นมอเตอร์ล้อหน้า 1 ตัว ให้กำลัง 313 แรงม้า แรงบิด 410 นิวตันเมตร และมอเตอร์ล้อหลัง 2 ตัว ให้กำลังรวม 843 แรงม้า แรงบิด 800 นิวตันเมตร (ฝั่งละ 422 แรงม้า แรงบิดฝั่งละ 400 นิวตันเมตร) ให้กำลังรวมสูงสุด 1,156 แรงม้า แรงบิดรวม 1,210 นิวตันเมตร (จากแรงม้ารวมเดิม 966 แรงม้า)
จากแบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟต LFP Blade Battery 2.0 (แบตรุ่นใหม่) ขนาด 122.49 kWh ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 2.7 วินาที ความเร็วสูงสุดปรับลดลงจาก 270 มาเป็น 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขยายระยะทางวิ่งไกลออกเป็น 600 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 701 กิโลเมตร (NEDC)
ชาร์จได้ทั้ง DC พัฒนาใหม่รองรับกำลังการชาร์จสูงสุด 1,500 kW 10-97% ชาร์จเต็มภายใน 9 นาที (ชาร์จเร็วมาก 5 นาที 10-70%) และชาร์จ AC สูงสุด 11kW ได้ พร้อมโหมดการขับขี่ 6 โหมดทั้ง Sport Normal Eco Customize Racing และ Snow

พร้อมช่วงล่างถุงลมไฟฟ้าอัจฉริยะแบบห้องคู่ DiSus-A Intelligent Air Body Control System ให้การขับขี่สมดุลทั้งความนุ่มนวลระดับรถผู้บริหารและความหนึบสปอร์ตสไตล์สปอร์ต ปรับตัวรถให้เตี้ยลง 50 มิลลิเมตร
จากพื้นช่วงล่างอิสระ 4 ล้อจากด้านหน้าแบบปีกนกคู่ Double Wishbone ด้านหลังแบบมัลติลิงก์ Multi-link พร้อมโช้คอัพอิเล็กทรอนิกส์ แปรผันและปรับความหนืดได้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ และเลี้ยว 4 ล้อหมุนได้ถึง 20 องศา มีรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.62 เมตร และดิสก์เบรก 4 ล้อ
ความปลอดภัย ADAS ช่วยเหลือผู้ขับขี่จัดเต็ม

ติดตั้งเรดาร์อัลตราโซนิก 12 ตัว เรดาร์คลื่นมิลลิเมตร 5 ตัว กล้อง 11 ตัว และเซนเซอร์ LiDAR 1 ตัว ซึ่งช่วยให้สามารถใช้งาน ADAS ดังต่อไปนี้
- ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC)
- ควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ Intelligent Cruise Control (ICC)
- แจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า Forward Collision Warning (FCW)
- ช่วยเบรกอัตโนมัติ Autonomous Emergency Braking (AEB)
- เตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า Front Cross Traffic Alert (FCTA)
- เบรกเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านด้านหน้า Front Cross Traffic Brake (FCTB)
- ช่วยเตือนวัตถุเคลื่อนผ่านขณะเปิดประตู Door Opening Safety Reminder (DOW)
- ช่วยเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Detection (BSD)
- เตือนการชนด้านหลัง Rear Collision Warning (RCW)
- เตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
- เตือนเมื่อมีรถผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Brake (RCTB)
- ช่วยควบคุมรถเมื่อออกนอกเลน Lane Departure Assist (LDA)
- ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในสถานการณ์ฉุกเฉิน Emergency Lane Keep Assist (ELKA)
- แจ้งเตือนความเร็วขณะเข้าโค้ง Curve Speed Warning (CSW)
- ช่วยจอดรถอัตโนมัติ Automatic Parking Assist (APA)
- ช่วยจำกัดความเร็วอัจฉริยะ Intelligent Speed Limit Control (ISLC)
- ช่วยเปลี่ยนเลนอัจฉริยะเมื่อเปิดไฟเลี้ยว Inter Lane Change Assist (ILCA)
- ตรวจจับและแจ้งเตือนสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ Traffic Light Reminder (TLR)
- ป้องกันการเหยียบคันเร่งผิดพลาด Anti-Misappropriation for Accelerator Pedal (AMAP)
- ช่วยจอดอัตโนมัติขั้นสูง e3 automated Parking Assist (E3APA)
- ช่วยจอดรถอัจฉริยะจากระยะไกล Remote Parking Assist (RPA)
- ช่วยเหลือการขับขี่บนทางหลวงอัตโนมัติระดับสูง Highway Navigation Assist (HNOA)
ความปลอดภัยพื้นฐานทั้งระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Lock Braking System) กระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake force Distribution) เสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ควบคุมการทรงตัว EPS ป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
ช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) เปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-beam control) สัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light)
เบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) ป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold) จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX บริเวณที่นั่งแถว 2
เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้างหน้า-หลัง ม่านถุงลมนิรภัย หัวเข่ารอบคัน กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ และ สัญญาณเตือนระยะเดินหน้าและถอยหลัง

DENZA Z9 GT AWD มาพร้อมสีภายนอก 2 สีทั้งสีทอง Rime Gold และสีดำ Obsidian Black ราคาเริ่มต้น RM358,800 หรือราว 2,960,000 บาท ทางด้านเมืองไทยพบกันเร็วๆนี้คาดเป็นเดือนสิงหาคม
ที่มา Autobuzz
ติดตามข่าวสารยานยนต์ : car2day.com
Page Facebook : Car2Day
Youtube : youtube.com/@Car2day












