หลังจากที่ยุติการผลิตและขายเจ้าก็อตซิล่า Nissan GT-R R35 และข่าวลือหนาหูว่าเตรียมที่จะมีเจเนอเรชันใหม่ออกมาสานต่อด้วยหรือไม่

ล่าสุดนายใหญ่ซีอีโอค่ายเพื่อนที่แสนดีอย่าง Ivan Espinosa (อีวาน เอสปิโนซา) ออกมาแถลงกลางงานประกาศวิสัยทัศน์ธุรกิจในระยะยาวของ Nissan หรือ Nissan Vision Week กับการเผยรถใหม่ 4 รุ่นหวังกอบกู้ยอดขายที่ซบเซา
โดยแย้มมาว่า “เราจะลงทุนในตลาดกลุ่มรถสปอร์ต” และ “เราจะสืบทอดมรดกทางเทคโนโลยีและดีไซน์ดั้งเดิมของ GT-R” แสดงว่า Nissan GT-R เจเนอเรชันที่ 7 จะกลับมาแต่เลี่ยงที่จะกล่าวถึงช่วงเวลาของการกลับมาจะมาช่วงไหน
โดยเจ้าก็อตซิล่าหน้าหยกคันสุดท้ายเป็น Nissan GT-R Premium edition T-Spec สีม่วง Midnight Purple ออกจากโรงงานโทชิกิซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางทิศเหนือประมาณ 100 กิโลเมตร โลดแล่นบนโลกยานยนต์มาถึง 18 ปี โดยมียอดการผลิตและจำหน่ายทั่วโลกประมาณ 48,000 คัน (เมื่อ 26 สิงหาคม 2025)
ตลอดการทำตลาดมีตราสัญลักษณ์ GT-R เป็นพระเอกสร้างความโดดเด่นมีการปรับหน้าตาสวยสดในแต่ละยุคมา 4 ครั้งตั้งแต่หน้าแรกเมื่อปี 2007-2010 จนมาถึงปรับโฉมครั้งใหญ่ครั้งที่ 2 ในปี 2011-2016 หน้าหล่อครั้งที่ 3 ในปี 2017-2022 และหน้าใหม่หน้าสุดท้ายในปี 2023-2025

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ V6 ขนาด 3.8 ลิตร รหัส VR38DETT บรรจงสร้างขุมพลังแฮนด์เมดสุดโหดโดยทีมช่างฝีมือ TAKUMI จากเมืองโยโกฮาม่าที่มีเพียง 9 คนและได้รับการจารึกไว้บนเพลทโลหะที่ติดอยู่กับเครื่องยนต์ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจทั้งบนท้องถนนและในสนามแข่งแและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องถึง 6 ครั้ง เริ่มต้นที่
- หน้าที่ 1 ปี 2007-2008 ให้ความแรงถึง 480 แรงม้าที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิด 583 นิวตันเมตรที่ 3,200-5,200 รอบต่อนาที
- หน้าที่ 1 ปี 2009-2010 ขยับมาเป็น 485 แรงม้าที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิด 588 นิวตันเมตรที่ 3,200-5,200 รอบต่อนาที
- หน้าที่ 2 ปี 2011-2012 530 แรงม้าที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิด 607 นิวตันเมตรที่ 3,200-5,800 รอบต่อนาที
- หน้าที่ 2 ปี 2013-2016 550 แรงม้าที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิด 607 นิวตันเมตรที่ 3,200-5,800 รอบต่อนาที
- หน้าที่ 2 ปี 2013 แนะนำรุ่น GT-R NISMO ใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์แบบเดียวกับที่ใช้ในรถแข่ง GT3 รวมถึงชิ้นส่วนที่มีความแม่นยำสูงและสมดุลน้ำหนัก ซึ่งรวมถึงแหวนลูกสูบ ก้านสูบ เพลาข้อเหวี่ยง มู่เล่ พูลเลย์ข้อเหวี่ยงและสปริงวาล์ว ผลลัพธ์ที่ได้คือรอบเครื่องยนต์ที่เร็วขึ้นและเทอร์โบแบบสปูลลิ่งที่เร็วขึ้นสูงสุด 600 แรงม้า ที่ 6,800 รอบต่อนาที แรงบิดมากสุด 652 นิวตันเมตรที่ 3,600-5,600 รอบต่อนาที
- หน้าที่ 3 ปี 2017-2022 ขยับขึ้นมาเป็น 570 แรงม้าที่ 6,800 รอบต่อนาที แรงบิดมากสุด 637 นิวตันเมตรที่ 3,300-5,800 รอบต่อนาที ใช้ต่อเนื่องจนถึงหน้าที่ 4 หน้าสุดท้าย ปี 2023-2025 และมี NISMO 600 แรงม้า เป็นทางเลือก

เร้าใจมากขึ้นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ATTESA ET-S อันเลื่องชื่อ พร้อมระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ GR6 6 สปีด เมื่ออยู่ในโหมด R-Mode สามารถเปลี่ยนเกียร์ในเวลา 0.15 วินาที
ช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ โดยด้านหน้าแบบอิสระดับเบิลวิชโบนพร้อมแขนยึดอะลูมินัมและเหล็กกันโคลง Independent Double Wishbone with Aluminum (forged) Upper Links and Lower Arms ด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงก์ พร้อมแขนยึดอลูมินัม Independent Multilink with Aluminum (forged) Upper Links ใช้โช้คอัพจาก Bilstein Damp Tronic ที่สามารถปรับได้ 3 หมวดทั้ง Normal, Comfort และ R ทางด้านพวงมาลัยเป็นแบบอิเลกโทรนิก ผ่อนแรงไฟฟ้าตามความเร็วรถ
ดิสก์เบรก 4 ล้อ โมโนบล็อก ด้านหน้ามาแบบคาลิปเปอร์ 6 สูบ และ 4 สูบสำหรับด้านหลัง จานดิสก์เบรกเป็นแบบลอยตคัวสองชิ้นแบบเจาะรูเซาะร่องกลางจานขนาด 390 มิลลิเมตร สำหรับล้อหน้า และ 380 มิลลิเมตร สำหรับล้อหลัง โดย Brembo และหม้อลมเบรกเพิ่มการตอบสนองการเบรกที่สั้นลง

จับตา Nissan GT-R ร่างใหม่เจเนอเรชันที่ 7 ที่ นำมรดกทางด้านนวัตกรรม งานวิศวกรรม และการขับขี่ที่สุดยอดจาก R35 มาสานต่อพร้อมกับยกระดับมาตรฐานด้านสมรรถนะให้สูงขึ้นไปอีกขั้น จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหนนั้นต้องติดตาม
ที่มา Carwatch











