More

    ไม่ใช่ความจริง! ไทยซัมมิทยืนยันไม่ขายกิจการ ธุรกิจยังคงเดินหน้าปกติ

    ก่อนหน้านี้ชื่อของ กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท กลายมีประเด็นเห็นผ่านตาอีกครั้ง หลังมีข่าวว่ากลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ของเอเชีย อาจพิจารณาขายกิจการ มูลค่าสูงระดับ 6 หมื่นล้านบาท จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งด้านกำไรที่ได้รับผลกระทบจากรถไฟฟ้า EV ประเด็นการสืบทอดธุรกิจในครอบครัว ไปจนถึงการถูกโยงเข้ากับบริบททางการเมือง ด้วยกระแสที่ถาโถม ไม่รอช้า ไทยซัมมิทยืนยันไม่ขายกิจการ โดยออกแถลงการณ์ว่าธุรกิจยังคงดำเนินงานได้ตามปกติ

    ไทยซัมมิทชี้แจงสยบข่าวลือ

    กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท โดย บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ออกเอกสารข่าวชี้แจง เกี่ยวกับกระแสข่าวการพิจารนาขายธุรกิจ โดยยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง

    ประเด็นสำคัญที่บริษัทชี้แจง คือ

    • การว่าจ้างที่ปรึกษาระดับสากล เป็นเรื่องปกติของการดำเนินธุรกิจขนาดใหญ่ มีการใช้ที่ปรึกษาทั้งด้านการเงินและด้านอื่นเป็นครั้งคราว ไม่ได้เป็นการวางแผนขายกิจการ
    • กิจการของบริษัท ยังสามารถดำเนินได้ตามปกติ และมีความมั่นคง
    • การชี้แจงครั้งนี้เป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับคู่ค้า หุ้นส่วน และสถาบันการเงิน เกี่ยวกับสถานะและทิศทางของบริษัท

    นอกจากนี้ บริษัทเปิดเผยว่า มีความภูมิใจที่เป็นบริษัทของคนไทย ที่มีเทคโนโลยีและศักยภาพในระดับสากล ซึ่งสามารถยืนหยัดและปรับตัวได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

     

    ไทยซัมมิท คือใครในอุตสาหกรรมยานยนต์

    ไทยซัมมิทถือเป็นหนึ่งในเสาหลัก ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในเอเชีย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2520 โดย พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนโลหะ ก่อนจะเติบโตสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แบบครบวงจร

    ภาพรวมบทบาทของไทยซัมมิท

    • ผู้ผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างและตัวถังรถยนต์
    • เป็นซัพพลายเออร์ให้ค่ายรถยนต์ระดับโลก ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐฯ
    • มีฐานการผลิตในหลายประเทศ เช่น ไทย จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย
    • มีพนักงานรวมมากกว่า 20,000 คน

     

    โครงสร้างบริหารแบบครอบครัว

    บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด มีคณะกรรมการ 3 คน ซึ่งล้วนเป็นคนในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ โดยมีการกำหนดอำนาจด้วยลงนามไว้อย่างชัดเจน

    • นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ สามารถลงนามผูกพันบริษัทได้เพียงผู้เดียว
    • หรืออีกกรณีเป็นการลงนามร่วมกันของ นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ

    ในด้านโครงสร้างผู้ถือหุ้น เกือบทั้งหมดของไทยซัมมิท ถูกถือครองผ่าน บริษัท จึงพัฒนา โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการลงทุนของครอบครัว ซึ่งไม่ได้มีแค่อุตสาหกรรมยานยนต์ แต่มีการขยายไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจนันทนาการอีกด้วย

    มูลค่าธุรกิจกับตัวเลขที่ถูกพูดถึง

    ก่อนหน้านี้สื่อต่างประเทศได้รายงานตัวเลขประมาณการทางการเงินของไทยซัมมิท โดยระบุว่า

    • บริษัทมีรายได้ต่อปีมากกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.2 หมื่นล้านบาท
    • มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย EBITDA มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.9 ล้านบาท
    • จากการประเมินมูลค่าธุรกิจโดยสถาบันการเงินระดับโลก ระบุว่ามีมูลค่าสูงถึง 1.5 – 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5 – 6.7 หมื่นล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการประเมินจากแหล่งข่าว ไม่ใช่ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยอย่างเป็นทางการ

     

    ต้นตอของข่าวลือ

    ก่อนหน้าสื่อต่างประเทศมีการรายงานว่า กลุ่มบริษัท ไทยซัมมิทกรุ๊ป  ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำในเอเชีย อาจมีการพิจารณาขายกิจการ เนื่องจากปัญหาแรงกดดันในหลายด้าน

    1. การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
      การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์แบบดั้งเดิมได้รับผลกระทบซึ่งอาจมีการใช้ชิ้นส่วนน้อยลง ทำให้ซัพพลายเออร์บางกลุ่มอาจต้องเผชิญแรงกดดันด้านการทำกำไร
    2. การส่งต่อกิจการในครอบครัว
      หลังการเสียชีวิตของ พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งไทยซัมมิท ในปี 2545 ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่การบริหารโดยทายาท ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ในเอเชีย
    3. บริบททางการเมือง
      จากการรายงาน มีการกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทย พร้อมเชื่อมโยงกล่าวอ้างถึงสมาชิกของคนในครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจที่มีบทบาทด้านการเมือง จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าอาจมีผลกระทบบางอย่างต่อการเจรจาธุรกิจ

     

    อย่างไรก็ตาม ไทยซัมมิทยืนยันไม่ขายกิจการ ตามที่รายงานก่อนหน้าว่าประเด็นทั้งหมดไม่เป็นความจริง บริษัทไม่ได้มีการพิจารณาขายแต่อย่างใด ธุรกิจยังคงเดินหน้าได้ปกติ และมีความมั่นคง

    นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันว่า “สมาชิกในครอบครัวของกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านการบริหารงานของบริษัท แต่อย่างใด และไม่ประสงค์ให้ประเด็นทางธุรกิจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด”

    การออกแถลงการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการชี้แจงเพื่อสยบกระแสข่าวลือที่อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของบริษัท พร้อมย้ำจุดยืนเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสาธารณะ

     

     

    ข้อมูลและรูปภาพจาก : THE STANDARD

    ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com

    ABOUT THE AUTHOR

    Latest Posts