Kia ขยายไลน์อัพรถมินิแวนยอดนิยมในบ้านเกิดด้วยการส่ง Carnival High Roof ลงสู่ตลาด โดยรถรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่ลดทอนความหรูหราและตัดออปชันบางอย่างมาจากรุ่นเรือธงอย่าง Hi Limousine ทำให้ทำราคาค่าตัวได้เข้าถึงง่ายขึ้น เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่หรือธุรกิจรถรับส่งผู้บริหารที่ต้องการห้องโดยสารโปร่งโล่งเป็นพิเศษแต่ต้องการควบคุมงบประมาณ

โครงสร้างหลังคาต่อขยายของรุ่น High Roof ผลิตขึ้นจากวัสดุเหล็กขึ้นรูปชิ้นเดียวแบบเดียวกับที่ใช้ในรุ่น Hi Limousine โดยได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์พร้อมเดินคิ้วโครเมียมรอบส่วนต่อขยาย และติดตั้งไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED มาให้ที่ด้านท้าย ส่งผลให้มิติตัวถังความสูงของตัวรถขยับขึ้นไปอยู่ที่ 2,055 มิลลิเมตร ขณะที่รายละเอียดงานดีไซน์ส่วนอื่นๆ ถอดแบบมาจาก Carnival รุ่นบิ๊กไมเนอร์เชนจ์โฉมล่าสุดทั้งหมด

การขยับเพดานให้สูงขึ้นช่วยเพิ่มพื้นที่ Headroom ภายในห้องโดยสารอย่างชัดเจน ทำให้ผู้โดยสารสามารถก้าวเข้า-ออก และเดินทะลุไปยังเบาะนั่งแถวที่สองและสามได้อย่างสะดวกสบาย บริเวณเสาหลังคาและเพดานทั้งหมดถูกบุด้วยหนังกลับ (Suede) เพิ่มความพรีเมียม พร้อมติดตั้งไฟอ่านหนังสือแบบ LED แยกส่วนสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

เจาะสเปกความต่าง: ตัดออปชันบันเทิง แลกค่าตัวที่ถูกลง
จุดต่างสำคัญระหว่างรุ่น High Roof และรุ่นท็อปสุด Hi Limousine คือความหลากหลายของเลย์เอาต์เบาะนั่งและออปชันความสะดวกสบาย:
- ความจุที่นั่ง: รุ่น High Roof จะประเดิมทำตลาดด้วยรุ่น 9 ที่นั่งก่อน ส่วนรุ่น 7 ที่นั่งจะตามออกมาสมทบในช่วงปลายปีนี้ (ขณะที่รุ่น Hi Limousine จะมีออปชันแบบ 4 ที่นั่งระดับเฟิร์สคลาสให้เลือกด้วย)
- ออปชันที่ถูกถอดออก: ในรุ่น High Roof จะไม่มีหน้าจอความบันเทิงขนาด 21.5 นิ้วสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ไม่มีไฟ Ambient Light ลากยาวบนเพดาน และไม่มีเบาะนั่งแบบ Captain’s Chairs ที่มีระบบนวดไฟฟ้า ระบบเป่าลมเย็น หรือที่พักขาในตัว

ถึงกระนั้น ออปชันมาตรฐานที่ให้มาในรุ่นเริ่มต้นอย่าง Noblesse ก็ถือว่าใจปล้ำพอตัว ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า Full-LED, ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว, เบาะนั่งหุ้มหนัง Eco-leather, หน้าจอดิจิทัลแบบโค้ง (Curved Digital Cockpit), ระบบอุ่นเบาะและอุ่นพวงมาลัย, ระบบระบายอากาศสำหรับเบาะคู่หน้า รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) แบบจัดเต็ม
ส่วนขยับขึ้นไปที่รุ่น Signature จะได้งานตกแต่งภายในด้วยวัสดุที่พรีเมียมขึ้น เพิ่มระบบบันทึกความจำตำแหน่งเบาะคนขับและกระจกมองข้าง โดยมีออปชันเสริมให้เลือกจ่ายเงินเพิ่มเป็นระบบเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์จาก Bose และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head-up Display)
ตัวถังภายนอกมีให้เลือกเพียง 2 สีเท่านั้น คือ สีดำ Aurora Black Pearl และสีขาว Snow White Pearl ซึ่งทั้งสองสีจะถูกจับคู่กับห้องโดยสารโทนสีเบจ Cotton Beige เหมือนกัน

ไลน์อัพขุมพลัง: เบนซิน V6 หรือไฮบริดจอมประหยัด
ระบบส่งกำลังของ Carnival High Roof ยกชุดมาจากรุ่นมาตรฐานทั้งหมด โดยมีให้เลือก 2 รูปแบบตามความต้องการ:
- เครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร V6: ไร้ระบบอัดอากาศ (NA) รีดพละกำลังสูงสุด 290 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด
- เครื่องยนต์ไฮบริด 1.4 ลิตร เทอร์โบ: เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวมทั้งระบบอยู่ที่ 242 แรงม้า จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
โครงสร้างราคาจำหน่ายในประเทศเกาหลีใต้
- Carnival High Roof V6 รุ่น Noblesse (ตัวเริ่มต้น): ราคา 52,110,000 วอน (ประมาณ 34,600 ดอลลาร์สหรัฐ)
- Carnival High Roof Hybrid รุ่น Signature (ตัวท็อป): ราคา 60,210,000 วอน (ประมาณ 39,900 ดอลลาร์สหรัฐ)

เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Carnival Hi Limousine ที่มีค่าตัวเริ่มต้นตั้งแต่ 63,270,000 วอน (ประมาณ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐ) และไหลไปจบในรุ่นแต่งเต็มที่ 97,800,000 วอน (ประมาณ 64,900 ดอลลาร์สหรัฐ) จะเห็นได้ว่ารุ่น High Roof ช่วยให้ลูกค้าประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้หลายแสนบาทเลยทีเดียว ทั้งนี้ ทาง Kia ยังไม่มีการประกาศแผนการส่งออกรถรุ่นนี้ไปยังตลาดต่างประเทศ ทำให้ Carnival High Roof จะยังคงเป็นเวอร์ชันเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับทำตลาดเฉพาะในเกาหลีใต้เท่านั้นในปัจจุบัน

เป็นการซอยรุ่นย่อยที่ฉลาดและตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงมาก เพราะในชีวิตประจำวัน สิ่งที่คนนั่งรถตู้ต้องการที่สุดคือความโปร่งโล่งของหลังคาเพื่อไม่ให้อึดอัด การที่ Kia ยอมยกหลังคาตัวท็อปมาใส่ในรุ่นที่ออปชันธรรมดาลง ช่วยให้กลุ่มคนทำรถเช่า VIP หรือครอบครัวใหญ่ที่ไม่ได้แคร์หน้าจอใหญ่โตหรือเบาะนวด สามารถเป็นเจ้าของรถตู้หลังคาสูงทรงสวยจากโรงงานได้ง่ายขึ้น น่าเสียดายที่รถรุ่นนี้ทำตลาดเฉพาะในเกาหลีเท่านั้น เพราะถ้าหลุดมาถึงตลาดเมืองไทยเมื่อไหร่ คิวจองยาวเหยียดแน่นอน
Source: Carscoops










