ใครที่ชอบนั่งหรือมีโอกาสเห็นขบวนรถไฟวิ่งผ่านตามหัวเมืองในต่างจังหวัด คงคุ้นหน้าคุ้นตากับ รถจักร GEA กันดี เพราะนี่คือรถจักรหลักที่ใช้งานในไทยมานานหลายสิบปี จนวันนี้หลายคันสภาพเริ่มโรยราตามกาลเวลา ล่าสุด การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงเตรียมเดินหน้า ซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้งาน รถจักรประมาณ 36 คัน ที่มีอายุเก่าแก่เกือบ 30 ปี เพื่อยืดอายุการใช้งาน ลดสถิติการเสีย และเพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

แผนประมูลซ่อมใหญ่ 36 คัน
การรถไฟแห่งประเทศไทยเตรียมเปิดประมูล จ้างซ่อมปรับปรุงรถจักรดีเซลไฟฟ้า GEA จำนวน 36 คัน เพื่อยืดอายุการใช้งาน และเพิ่มความปลอดภัย ลดการเกิดอุบัติเหตุทางรถไฟในอนาคต
มีการวางงบประมาณที่ตั้งไว้ในร่าง TOR อยู่ที่ประมาณ 1,691.028 ล้านบาท โดยกำหนดกรอบสูงสุดไว้ไม่เกิน 1,692 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น ก่อนเข้าสู่กระบวนการประกวดราคาอย่างเป็นทางการ

รถจักร GEA คืออะไร?
รถจักรดีเซลไฟฟ้า GEA เป็นรถจักรที่การรถไฟแห่งประเทศไทยจัดหามาใช้งานตั้งแต่ปี 2538 ผลิตโดยบริษัทจากประเทศเยอรมนีในเครือ GEA ซึ่งเป็นที่มาของชื่อรุ่น ตัวรถใช้ระบบดีเซลไฟฟ้า คือใช้เครื่องยนต์ดีเซลผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วจ่ายไฟไปขับมอเตอร์ที่ล้อรถ สำหรับการเคลื่อนที่
รถจักรรุ่นนี้ถูกใช้ในการลากจูงทั้งขบวนรถโดยสารและรถสินค้าในเส้นทางหลักทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกำลังหลักของ รฟท. มานานเกือบ 3 ทศวรรษ

เหตุผลที่ต้องซ่อมใหญ่
ปัจจุบันรถจักรที่อยู่ในแผนการใช้งานมีประมาณ 36 คัน ที่ถูกจัดหาเข้ามาตั้งแต่ปี 2538 ทำให้มีอายุการใช้งานเฉลี่ยเกือบ 26 ปี ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานลดลง
- เกิดเหตุขัดข้องระหว่างให้บริการบ่อย
- ค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นตามสภาพการสึกหรอ
- ความพร้อมใช้งานของรถจักรลดลง
ทั้งนี้ รฟท. ประเมินว่า หากดำเนินการซ่อมใหญ่แบบ Heavy Overhaul จะช่วยฟื้นสมรรถนะรถจักรกลับมามากขึ้น ซึ่งคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยคาดหวังผลลัพธ์ที่ได้จากการซ่อมคือ
- ยืดอายุการใช้งานออกไปอีกไม่น้อยกว่า 20 ปี
- เพิ่มความพร้อมใช้งานจากประมาณ 74% เป็น 85%
- เพิ่มความเชื่อถือ ลดเหตุขัดข้องระหว่างทาง
- ลดต้นทุนซ่อมบำรุงระยะยาว
งบประมาณและที่มาของราคากลาง
ราคากลางปัจจุบันของโครงการอยู่ที่ 1,691.028 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดจากการสืบราคาของผู้ประกอบการและตลาด 4 ราย ได้แก่
- บริษัท ทีเอ็มที พาร์ทแอนด์เซอร์วิส จำกัด
- บริษัท กิจการร่วมค้าไซโนเจน-ปิ่นเพชร จำกัด
- บริษัท เอสเอ็มเอช เรล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
- บริษัท บรอดแคส ดีพอท (ไทยแลนด์) จำกัด
โดยข้อมูลถูกใช้เป็นฐานอ้างอิงก่อนประกาศประกวดราคาอย่างเป็นทางการ
คุณสมบัติผู้เสนอราคา
ผู้เข้าร่วมประมูลต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนนี้จะดำเนินการได้อย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงด้านงานล่าช้าหรือปัญหาคุณภาพงาน
- ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือถูกระงับสิทธิการยื่นเสนอราคา
- มีผลงานซ่อมหรือปรับปรุงรถจักรดีเซลไฟฟ้าในวงเงินไม่น้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
- มีฐานะการเงินมั่นคง ทุนจดทะเบียนชำระแล้วในระดับที่กำหนด
- หากเป็นกิจการร่วมค้า ต้องมีผู้ร่วมค้าหลักที่แสดงศักยภาพและผลงานชัดเจนได้
เงื่อนไขเหล่านี้ถูกใช้สำหรับการคัดเลือกผู้รับจ้างที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคนิค การเงิน และการบริหารโครงการ เพื่อรับผิดชอบงานซ่อมใหญ่ให้เสร็จได้ทันตามกรอบเวลาและมีคุณภาพตามที่กำหนดไว้
กำหนดการส่งมอบงาน
ระยะเวลาดำเนินการให้เสร็จสิ้นถูกกำหนดไว้ต้องไม่เกิน 1,200 วัน นับจากวันที่ผู้รับจ้างได้รับมอบรถจักร ซึ่ง รฟท.จะมีการแจ้งการส่งมอบรถเป็นลายลักษณ์อักษร โดยแบ่งเป็น 12 งวด โดยกำหนดส่งมอบรถในงวดที่ 1 ให้ผู้รับจ้างภายใน 30 วัน นับจากวันลงที่นามในสัญญา
จากนั้นผู้รับจ้างต้องทยอยซ่อมแซมและปรับปรุงรถจักรทั้ง 36 คัน พร้อมส่งคืนตามกำหนดแต่ละงวด
- งวดที่ 1 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 2 คัน ภายใน 180 วัน
- งวดที่ 2 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 3 คัน ภายใน 90 วัน
- งวดที่ 3 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 3 คัน ภายใน 90 วัน
- งวดที่ 4 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 3 คัน ภายใน 90 วัน
- งวดที่ 5 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 3 คัน ภายใน 90 วัน
- งวดที่ 6 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 3 คัน ภายใน 90 วัน
- งวดที่ 7 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 3 คัน ภายใน 90 วัน
- งวดที่ 8 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 3 คัน ภายใน 90 วัน
- งวดที่ 9 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 3 คัน ภายใน 90 วัน
- งวดที่ 10 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 3 คัน ภายใน 90 วัน
- งวดที่ 11 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 3 คัน ภายใน 90 วัน
- งวดที่ 12 ส่งมอบรถที่ปรับปรุง จำนวน 4 คัน ภายใน 120 วัน
เงื่อนไขการประมูลโครงการ
งานซ่อมใหญ่ครั้งนี้ ไม่ใช่งานเล่นๆ เพราะ รฟท. วางเงื่อนไขที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งผู้รับจ้างต้องมีความพร้อมในหลายด้านก่อนยื่นประมูล
- ต้องมีฐานปฏิบัติการของตัวเอง
ผู้รับจ้างต้องจัดหาสถานที่ซ่อมเอง โดยห้ามใช้พื้นที่ปฏิบัติการของ รฟท. รวมถึงต้องเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ และทีมช่างเองทั้งหมด - วางหลักประกันรถจักรทุกคัน
เมื่อรับรถจักรออกไปซ่อมบำรุงต้องมีการวางหลักประกันทุกครั้ง ในอัตราคันละ 700,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา - การยื่นประมูล
ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องวางหลักประกันการเสนอราคาสูงถึง 84.6 ล้านบาท พร้อมกับการเสนอราคาทางระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ - เงินล่วงหน้าและค่าปรับ
รฟท. เปิดทางให้สามารถเบิกเงินล่วงหน้าได้ไม่เกิน 10% ของมูลค่างานทั้งหมด เพื่อใช้ในการหมุนโครงการ แต่หากทำงานล่าช้า จะถูกคิดค่าปรับรายวัน 0.01% ของมูลค่างาน - ประกัน 2 ปี หลังซ่อมเสร็จ
หลังส่งมอบรถจักรที่ผ่านการซ่อมแล้ว ผู้รับจ้างต้องรับประกันงานซ่อมเป็นเวลา 2 ปี หากเกิดปัญหาจากงานที่ดำเนินการ ก็ต้องพร้อมสำหรับการแก้ไข
สาระสำคัญของขอบเขตงาน
วัตถุประสงค์และขอบเขตของงาน มีการระบุว่า รถจักรที่เริ่มใช้งานมาตั้งแต่ปี 2538 ได้ถึงรอบการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวงจรอายุการใช้งานแล้ว โดยเป้าหมายของโครงการครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ทำให้วิ่งได้ต่อ แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบ
- ยืดอายุการใช้งานในระยะยาว
- นำเทคโนโลยีใหม่มาทดแทนอุปกรณ์เดิมที่ล้าสมัย
- เพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรในการเดินรถ
- ลดภาระงานซ่อมบำรุงในอนาคต
- แก้ปัญหาอะไหล่เดิมที่เลิกผลิตหรือจัดหายาก
โดยผู้รับจ้างต้องดำเนินการซ่อมบำรุงหลายระบบที่สำคัญของรถจักร
1.โครงสร้าง: ซ่อมบำรุงโครงรถจักรและตัวถัง พร้อมทำสีใหม่ทั้งภายในและภายนอก
2.ห้องขับ: ออกแบบและปรับปรุงห้องขับใหม่ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมและจอแสดงผลใหม่
3.เครื่องยนต์: บำรุงเครื่องยนต์ดีเซล พร้อมติดตั้งระบบควบคุมเครื่องยนต์ใหม่
4.ระบบไฟฟ้า: เปลี่ยนอุปกรณ์เดิมเป็นระบบควบคุมแบบไมโครโปรเซสเซอร์ และติดตั้งระบบบันทึกข้อมูลดิจิทัล
5.ระบบช่วงล่างและเบรก: ซ่อมบำรุงใหญ่แคร่ล้อ ระบบเบรก เครื่องอัดอากาศ และAir Dryer
เท่ากับว่าการซ่อมบำรุงใหญ่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การซ่อมรถจักรเก่าให้กลับมาวิ่งได้เท่านั้น แต่เป็นการยกระดับใหม่แทบทั้งระบบ เพื่อรีเฟรชหัวรถจักรหลักของประเทศให้พร้อมใช้งานในชีวิตประจำวัน และเพื่อความปลอดภัยสำหรับการ
ข้อมูลและรูปภาพจาก : mgronline.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่:car2day.com










