ในยุคปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในประเภทรถที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นจากทั่วโลก เนื่องจากกระแสรักษ์โลก มาตรการควบคุมมลพิษ และการผลักดันด้านกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้แม้แต่ซูเปอร์คาร์ระดับตำนานอย่าง Lamborghini ก็สนใจอยากทำบ้าง และเกือบได้ทำจริง โดยมีการเปิดเผยโปรเจกต์ Lanzador EV รถไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของแบรนด์ที่ตั้งเป้าจะปฏิวัติวงการ แต่ดูเหมือนว่าฝันนี้อาจต้องพับเก็บไปก่อน เพราะล่าสุด CEO ออกมายอมรับตรงๆ ว่าถูกใจเราแต่อาจไม่ถูกใจลูกค้า และไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมตอนนี้
ยกเลิกโปรเจ็กต์ เพราะรถไม่คำราม
Stephan Winkelmann ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Lamborghini ให้สัมภาษณ์กับ The Sunday Times ว่า โครงการพัฒนารถไฟฟ้า 100% อย่าง Lanzador ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการแล้ว โดยบริษัทตัดสินใจระงับแผนการผลิต ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
เนื่องจากตลาดรถซูเปอร์คาร์สปอร์ตพลังไฟฟ้ายังไม่ตอบโจทย์มากพอ โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าของ Lamborghini ที่ให้ความสำคัญกับอารมณ์ในการขับขี่ ทั้งเสียงเครื่องยนต์ การตอบสนอง และความรู้สึกการขับขี่ที่มีแค่ในเครื่องยนต์สันดาป ซึ่งรถไฟฟ้าไม่สามารถมอบประสบการณ์แบบเดียวกันได้
เสียงรอบข้าง สู่การผ่อนคันเร่ง
สำหรับการตัดสินใจยกเลิกโปรเจกในครั้งนี้เกิดจาก การฟังเสียงรอบด้านทั้งจากตัวแทนจำหน่าย กลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดที่ละเอียด
โดย Stephan Winkelmann อธิบายว่า
“สิ่งสำคัญในการการตัดสินใจครั้งนี้ คือ ค่านิยมและสิ่งที่ลูกค้า Lamborghini สนใจ ซึ่งไม่ได้สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน เพราะฐานลูกค้าของแบรนด์ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญด้านอารมณ์ หรือความรู้สึกเป็นหลัก รวมถึงรูปลักษณ์ที่ดุดัน สมรรถนะที่เร้าใจ และที่ขาดไม่ได้คือเสียงของเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่รถยนต์ไฟฟ้า ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ในระดับที่น่าพึงใจ”
นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้านความคุ้มค่าทางการเงิน โดยผู้บริหารของแบรนด์มองว่าต้องมีการลงทุนมหาศาลสำหรับเทคโนโลยีไฟฟ้า ซึ่งอาจเสี่ยงเกินไป ถ้าฐานลูกค้าหลักของแบรนด์ยังไม่ได้แสดงความต้องการแบบชัดเจน
โดยสามารถวิเคราะห์เหตุผล การตัดสินใจยกเลิกแผนการผลิตได้ดังนี้
1. ไม่ตอบโจทย์ลูกค้า
- ลูกค้าชอบเสียงเครื่องยนต์และความเร้าใจแบบเดิม
- ชอบการตอบสนองแบบชัด และดูมีชีวิตชีวาตอนขับ
- รถไฟฟ้าเงียบและขับลื่นเกินไปสำหรับกลุ่มลูกค้าหลัก
2. เสียงจากดีลเลอร์
- ลูกค้าระดับไฮเอนด์ยังไม่อยากรีบซื้อซูเปอร์คาร์ไฟฟ้า
- ความต้องการจริงในตลาดยังไม่ชัดเจน
- ทำให้หากมีการเปิดตัวจริง ยอดจองอาจไม่ถึงเป้า
3. ความเสี่ยงด้านการลงทุน
- การผลิตรถไฟฟ้าต้องใช้เงินพัฒนาสูงมาก
- หากลูกค้าหลักยังไม่ให้ความสนใจ อาจไม่คุ้มค่าในระยะยาว
4. ตลาดยังไม่พร้อมเต็มที่
- ตลาดรถหรูแบบไฟฟ้าในหลายประเทศเริ่มขายยากมากขึ้น
- ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบรถแบบไฮบริด เช่น Lamborghini Revuelto, Lamborghini Urus SE
Lanzador คืออะไร?
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2566 Lamborghini มีการเปิดตัวคอนเซ็ปต์ Lamborghini Lanzador ในงาน Monterey Car Week ที่วางให้เป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกของค่าย ซึ่งเป็นรถ 2+2 ที่ผสมความเป็นสปอร์ตกับแกรนด์ทัวริ่ง
โดยข้อมูลของรถในตอนนั้นมีการระบุว่า
- ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD
- พละกำลังสูงสุดกว่า 1,340 แรงม้า (มากกว่า 1 เมกะวัตต์)
- ดีไซน์ล้ำสมัยได้รับแรงบันดาลใจจากยานอวกาศ ผสมกับรุ่นรถในตำนานอย่าง Countach และ Murciélago
- ใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้าร่วมเครือ Volkswagen Group
- วางแผนผลิตจริงภายในปี 2571
ก่อนหน้านี้ Lamborghini เคยประกาศแผนการผลิตในชื่อ “Direzione Cor Tauri” โดยจะมีการปรับตัวสู่ยุคไฟฟ้าทีละขั้น เริ่มจากผลิตรถไฮบริดทั้งไลน์อัพ แล้วต่อยอดเป็นรถไฟฟ้า 100% ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเสียงตอบรับจากลูกค้าระดับไฮเอนด์ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มนักสะสมรถเครื่องยนต์ V12 และ V10 ที่ยังให้ความสำคัญกับเสียงเครื่องยนต์และฟีลลิ่งแบบเดิม จึงมองว่าแผนการผลิตรถไฟฟ้าของแบรนด์อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในตอนนี้
เปลี่ยนแผนเป็น ปลั๊กอินไฮบริด
แม้แผนการผลิต Lanzador EV จะถูกยกเลิก แต่ Lamborghini ก็ยังคงมีแผนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน โดยปัจจุบันไลน์อัพใหม่ของแบรนด์มีการหันไปใช้ระบบ Plug-in Hybrid มากขึ้น ซึ่งรถที่อยู่ในสายการผลิตตอนนี้คือ
- Lamborghini Revuelto ที่ใช้เครื่องยนต์ V12 ทำงานร่วมมอเตอร์ไฟฟ้า
- Lamborghini Urus SE รุ่นปรับโฉมที่เพิ่มระบบไฮบริด
Stephan Winkelmann ระบุว่า ระบบปลั๊กอินไฮบริดเป็นเหมือนตัวเชื่อมที่เหมาะสมมากกว่าสำหรับตอนนี้ เพราะสามารถให้ความคล่องตัวแบบเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และมีอารมณ์ความรู้สึกจากเสียงรวมถึงความดุดันของเครื่องยนต์ไว้ได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนตามข้อกำหนดของรถยุคใหม่อีกด้วย
ทั้งนี้ ผู้บริหารมีการเปิดเผยว่ายังไม่ได้ปิดประตูสำหรับรถไฟฟ้า 100% ของแบรนด์ เพียงแต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสม ทั้งเรื่องของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาด
อย่างไรก็ตาม การยุติโครงการครั้งนี้ต้องแลกไปกับเงินลงทุนมูลค่ามหาศาล เนื่องจากแผนพัฒนาและการเตรียมการผลิตคืบหน้าหน้าไปไกลมากจนเกือบจะมีการผลิตจริง ซึ่งการตัดสินใจหยุดแผนการผลิตบ่งบอกได้ว่าแบรนด์ให้ความสำคัญกับภาพรวมธุรกิจและความเป็นจริงของตลาด มากกว่าการเดินหน้าตามแผนเดิมโดยไม่คำนึงถึงความต้องการของลูกค้า
ข้อมูลและรูปภาพจาก : caranddriver.com, thairath.co.th, ev.iphonemod.net
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com
















