More

    ช่วงขาลง Aston Martin กำไรลด จากภาษีสหรัฐฯ เตรียมปลดพนักงานลง 20%

    แม้จะพยายามออกรุ่นใหม่ พลักดันรถไฮบริด เปิดเกมรุกตลาดซูเปอร์คาร์แบบเต็มที่ แต่ในโลกธุรกิจทุกวันนี้อาจไม่ได้วัดกันแค่ความแรงหรือดีไซน์ แต่ยอดขายก็สำคัญ ซึ่งสิ่งที่มีผลกระทบต่อกำไรหลักๆ คือเรื่องภาษีนำเข้า โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา จนล่าสุด Aston Martin ต้องประกาศแผนลดพนักงานถึง 20% หลังผลประกอบการปี 2025 ขาดทุนหนักกว่าที่คาด

    Aston Martin กำไรลด

    Aston Martin ผู้ผลิตรถสปอร์ตหรูจากสหราชอาณาจักร ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อกอบกู้สถานะทางการเงิน หลังปี 2025 กลายเป็นอีกปีที่ผลประกอบการไม่เป็นตามเป้า ส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันด้านภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และยอดขายในจีนลดลง

    โดยบริษัทระบุว่าจะลดพนักงานลงประมาณ 20% จากพนักงานทั้งหมดประมาณ 3,000 คน เพื่อควบคุมต้นทุนเบื้องต้น

     

    Aston Martin ใน 007

    เคยโด่งดังระดับไอคอน กับสายลับ 007

    ชื่อของ Aston Martin ไม่ได้มีแค่ในโลกมอเตอร์สปอร์ตเท่านั้น แต่เคยมีชื่อเสียงจนได้รีบความนิยนในระดับสากล โดยเฉพาะจากภาพยนตร์ James Bond ที่ทำให้ภาพลักษณ์รถสปอร์ตอังกฤษยิ่งดูหรู เท่ และคลาสสิก

    ส่วนรถที่กลายเป็นตำนานและถูกพูดถึงอย่างมากในอดีตคือ Aston Martin DB5 ซึ่งเปิดตัวในภาพยนตร์ Goldfinger (1964) จอมมฤตยู 007 และกลายเป็นรถประจำตัวของ James Bond หลังจากนั้น Aston Martin ก็ปรากฏในอีกหลายภาค ทั้งยุค Sean Connery, Pierce Brosnan จนถึง Daniel Craig

    ภาพจำของรถสปอร์ตสีเงินที่ซ่อนอุปกรณ์สายลับสุดล้ำ กลายเป็นซีนคลาสสิกที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดหลายทศวรรษ จนทำให้ชื่อ Aston Martin ถูกยกระดับจนเป็นภาพจำ ของความเท่และความพรีเมียม แม้ในวันที่ยอดขายไม่ได้หวือหวาเหมือนเมื่อก่อน แต่ภาพลักษณ์นั้นก็คงดูยังทรงพลังอยู่เสมอ

     

    ปัญหาค่ายหรูต้องเผชิญ

    สำหรับปี 2025 เป็นปีที่ Aston Martin เผชิญวิกฤตหนัก โดยจากรายงานผลประกอบการล่าสุดพบว่า บริษัทมีรายได้รวม 1.26 พันล้านปอนด์ หรือประมาณ  5.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งลดลง 21% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    นอกจากนี้ยังขาดทุนจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น จาก 99.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 4.4 พันล้านบาท เป็น 259.2 ล้านปอนด์ หรือราว 1.1 หมื่นล้านบาท 

    ทั้งนี้ผลขาดทุนเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 493 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2.2 หมืนล้านบาท บอกได้ว่าต้นทุนและภาระทางการเงินถือว่ายังสูงกว่าระดับรายได้

    ด้านปริมาณการผลิต รถที่ส่งมอบในปี 2025 อยู่ที่ 5,448 คัน ลดลงจากช่วงสองปีก่อนที่เคยทำได้มากกว่า 6,600 คัน โดยบริษัทระบุว่าเป็นการปรับจังหวะการส่งมอบรถในบางรุ่น รวมถึงความต้องการในบางตลาดมีการลดลง

     

    ปีที่ผ่านมาค่ายรถต้องเจอทั้ง ความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก เศรษฐกิจ และหนึ่งในสาเหตุหลักคงไม่พ้นเรื่องภาษีนำเข้ารถในสหรัฐอเมริกา ที่ส่งกระทบต่อต้นทุนและกำไรโดยตรง เพราะสหรัฐฯ คือหนึ่งในตลาดหลักของ Aston Martin 

    ขณะเดียวกัน ในตลาดประเทศจีนที่เคยเติบโตแรง กลับชะลอตัวลงจากสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้ความต้องการของรถหรูลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้

    อีกภาระสำคัญที่แบรนด์ต้องรับมือคือ หนี้ประมาณ 1.38 พันล้านปอนด์ หรือประมาณ 6.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้ในปัจจุบัน ทำให้บริษัทต้องบริหารกระแสเงินสด ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และจัดโครงสร้างทางการเงินใหม่ เพื่อไม่ให้ภาระดอกเบี้ยกดดันผลประกอบการมากไปกว่านี้

     

    Aston Martin กำไรลด

    แนวทางการกูวิกฤต

    สำหรับแผนฟื้นฟู เบื้องต้นบริษัทประกาศปรับลดงบลงทุนระยะ 5 ปี เหลือ 1.7 พันล้านปอนด์ หรือ 7.5 หมื่นล้านบาท จากเดิม 2 พันล้านปอนด์หรือราว 8.8 หมื่นล้านบาท โดยปรับลดการลงทุนด้านเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน

    อีกเรื่องที่สำคัญคือ บริษัทมีความจำเป็นต้องปรับลดพนักงานลง 20% เฉลี่ยน 600 คน จากจำนวนพนักงานทั้งหมดราว 3,000 คน โดย คาดว่าการตัดสินใจครั้งนี้ จะช่วยประหยัดต้นทุนได้ราว 40 ล้านปอนด์ต่อปี  หรือราว 1.7 พันล้านบาท และคาดว่าจะเห็นผลภายในปีนี้

     

    นอกจากนี้ ยังทำข้อตกลงมูลค่า 50 ล้านปอนด์ หรือ 2.2 พันล้านบาท เพื่อขายสิทธิ์การใช้ชื่อแบรนด์แบบถาวรให้กับทีมแข่ง Formula One ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้และเสริมสภาพคล่องในระยะสั้น

    ส่วนในฝั่งผลิตภัณฑ์ รถไฮบริดตัวแรงอย่าง Aston Martin Valhalla เริ่มมีการส่งมอบช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2026 นี้ ก็มีแผนส่งมอบเพิ่มอีกราว 500 คัน ซึ่งหวังว่าจะช่วยดันกำไรให้ดีขึ้น เนื่องจากเป็นรถรุ่นที่มีราคาสูงและจำนวนจำกัด

     

    ข้อมูลและรูปภาพจาก : bbc.com, tnnthailand.com, 9carthai.com

    ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com

    ABOUT THE AUTHOR

    Latest Posts