เอสยูวีทรง BOXY กลับมาได้รับความนิยมเมื่อ GWM TANK 300 เปิดตัวช่วงแรกมาแบบไฮบริดแต่ไม่สำเร็จเลยส่งเซลจนฮิตเกรียวกราวขึ้นยอดขายอันดับ 1

แต่งานนี้ GWM อาจนิ่งนอนใจไม่ได้เมื่อยักษ์ใหญ่แดนปลาดิบอย่าง Toyota ส่ง Toyota LAND CRUISER FJ ท้าชิงตลาดงานนี้ Car2Day เลยจับมา Face2Face กันอีกครั้งกับ 2 เอสยูวีทรงกล่องในราคาล้านกลางๆจาก 2 แผ่นดิน
Design & Exterior

ต้นตำรับ BOXY ราคามิตรภาพอย่าง GWM TANK 300 Diesel เปิดตัวและราคาที่งาน Bangkok Motor Show 2025 เป็นความหวังของค่ายกำแพงรายนี้ขึ้นมาทันที

หน้าตาไม่ต่างจากรุ่นเบนซินฟูลไฮบริด ต่างที่ยางและล้อติดรถมานั้นเป็นยางContinental Cross Contact RX แบบ HT ขนาด 265/65 R17 จากเดิมเป็น AT และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว 6 ก้านคู่สีดำเงา นอกนั้นเหมือนกันตั้งแต่

กระจังหน้าขนาดใหญ่แนวนอน 3 เส้น สีดำ Piano Black พร้อมโลโก้ TANK ไฟหน้า Intelligent LED ทรงกลมพร้อมไฟ LED Daytime คิ้วขอบล้อสีดำดุดันหลังคาซันรูฟแบบเปิด–ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เสาอากาศ Shark Fin ราวหลังคาเพื่อเพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน กระจกมองข้าง กับที่เปิดประตูตกแต่งสีดำเข้มทั้งหมด

ด้านท้ายดีไซน์ตั้งตรงพร้อมฝาท้ายขนาดใหญ่ห้อยยางอะไหล่ไว้ดูมีเอกลักษณ์ดีตามสไตล์ออฟโรดและไฟท้าย Vertical LED แนวตั้งในร่าง 5 ประตู ตัวรถสร้างจากแพลตฟอร์มออฟโรดอัจฉริยะที่ทรงประสิทธิภาพทั้งด้านพละกำลัง วางใจได้ และชาญฉลาด

ทางด้าน Toyota LAND CRUISER FJ น้องใหม่ BOXY ทรงเหลี่ยม 5 ประตู เปิดตัวตั้งแต่ 21 มีนาคมที่ผ่านมาหน้าตาไม่ต่างจาก LAND CRUISER PRADO
เริ่มที่กระจังหน้าดีไซน์ย้อนยุคด้วยโลโก้ตัวหนังสือ Toyota แทนโลโก้สามห่วง ประกบกับไฟหน้า Projector แบบ LED ขอบบนเป็นไฟ DRL แบบ LED รูปตัวซี
พร้อมไฟตัดหมอกหน้า LED ในชุดกันชนหน้า ชวนให้นึกถึงรุ่น LAND CRUISER 70 พร้อมกันชนหน้าทรงเท่สีดำติดตั้งการ์ดสีเงินขนาดใหญ่ แบบแยกประกอบ 3 ชิ้น ง่ายต่อการซ่อมแซม ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง

ด้านข้างเด่นด้วยเสา C ปิดทึบหลังคาทรงกล่องที่ลากยาวไปถึงฝาท้าย กระจกมองข้าง ที่เปิดประตูดึงก้านยก คิ้วขอบล้อสีดำดีไซน์โหด กาบข้างประตู ช่วยป้องกันการขีดข่วนจากการใช้งาน และง่ายต่อการซ่อมแซม
ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ดีไซน์ดุดันถึงใจขาลุยยกมาจาก HILUX REVO ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 265/60R18 พร้อมดีไซน์ซุ้มล้อขนาดใหญ่เพิ่มความบึกบึน

ด้านท้ายมาพร้อมโลโก้ตัวอักษร Toyota ประดับด้วยไฟท้าย LED มีไฟเลี้ยวแบบ Bulb และไฟตัดหมอกแบบ LED ยางอะไหล่ติดตั้งที่บานประตูหลัง พร้อมฝาครอบล้อ
เสริมด้วยกันชนหลังสีดำทรงเท่ขนาดใหญ่ แบบแยกประกอบ 3 ชิ้น เด่นสง่าและฝาท้ายเปิดข้างบานใหญ่เปิดทางออกด้านข้างคล้ายออฟโรดยุค 90 แบบ Single-Opening Type เพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งาน พร้อมโช้กอัพล็อกฝาท้าย
Dimension


จากตารางดังกล่าวเห็นชัดเจนแล้วว่า GWM TANK 300 Diesel ได้เปรียบ Toyota LAND CRRISER FJ เกือบทุกมิติอย่างชัดเจนไม่ว่าจะความยาวยาวกว่า FJ 150 มิลลิเมตร กว้างกว่า FJ 75 มิลลิเมตร สูงกว่า FJ 13 มิลลิเมตร ฐานล้อยาวกว่า FJ 170 มิลลิเมตร และ น้ำหนักรถมากกว่า 240 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมันมากกว่า 15 ลิตร ยกเว้นระยะต่ำสุดจากพื้นที่ TANK 300 เสียเปรียบ FJ เพียง 21 มิลลิเมตร
Interior & Convenience

GWM TANK 300 Diesel ULTRA 4WD หรูสไตล์ Premium ให้ความรู้สึกหรู ทันสมัย กว้างขวาง สะดวกสบาย และใส่ใจในทุกรายละเอียด แผงคอนโซลหน้าดีไซน์ร่วมสมัยช่องแอร์ดีไซน์กลมๆ มาตรวัดความเร็วและรอบเครื่องยนต์แบบตัวเลข Full LCD 12.3 นิ้ว จอสัมผัส LCD ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้วอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน เชื่อมต่อ พอร์ต USB ด้านหน้าและด้านหลังลำโพงคุณภาพรอบคัน 8 จุดจากค่าย Infinity

เครื่องปรับอากาศแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมระบบกรองอากาศ PM2.5 และ Ionizer ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ช่วยให้การชาร์จ Smart Phone สะดวกและรวดเร็ว ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลัง
ช่องต่อ USB สำหรับกล้องบันทึกภาพ พร้อมช่องจ่ายไฟสำรอง (12V) และช่องจ่ายไฟสำรอง (220V) ไฟสร้างบรรยากาศภายในมากถึง 64 สี Ambient light
นาฬิกาแบบเข็มคลาสสิกเพิ่มความหรูหราให้กับห้องโดยสารได้อย่างลงตัว ระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนด ทำงานร่วมกับกุญแจ Smart Key และ Push Start เพิ่มความสะดวกสบาย ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหากุญแจ
กระจกมองหลังลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ที่ช่วยปรับความสว่างจากไฟหน้ารถที่ขับตามหลังในเวลากลางคืนโดยอัตโนมัติ พร้อมการเชื่อมต่อและการควบคุมรถจากระยะทางไกลผ่านแอปพลิเคชัน GWM ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายขั้นสุดให้กับผู้ขับขี่ทุกมิติ


เบาะนั่งหุ้มหนัง NAPPA leather ตัดเย็บประณีต คู่หน้าปรับไฟฟ้าด้านคนขับ 8 ทิศทางและคนนั่งปรับ 4 ทิศทาง พร้อมระบบ Memory Seat และระบบ Welcome Seat เพื่อความสะดวกสบายในการขึ้น-ลงจากรถเบาะหลังตอนที่สองพับได้ 60/40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกของมากถึง 1,635 ลิตร เมื่อพับเบาะ

ด้าน Toyota LAND CRUISER FJ มอบประสบการณ์ที่ดีในการขับขี่ด้วยคอนโซลกลาง และปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย อยู่ใกล้มือผู้ขับขี่ ใช้งานง่ายและปลอดภัย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสามก้าน ติดตั้งมาตรวัดเรืองแสงใหม่พร้อมจอ MID ขนาด 7 นิ้ว หน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อทั้ง Apple Car Play ไร้สาย และ Android Auto ไร้สาย พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง
ปุ่ม Push Start พร้อมกุญแจแบบ Smart Key และเบรกมือคันโยก เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวาพร้อมช่องแอร์ด้านหลัง กระจกปรับขึ้นลงอัตโนมัติแบบ One Touch ทั้งสี่บาน


เบาะนั่งหน้าทรงใหม่ปรับสูง-ต่ำได้ 8 ทิศทางด้วยระบบไฟฟ้าในฝั่งคนขับ เบาะหลังพับได้ 55:45 ปรับเลื่อนเดินหน้าและถอยหลังได้ 5 ระดับ เพื่อขยายพื้นที่สำหรับผู้โดยสารหรือพื้นที่เก็บสัมภาระ และสามารถเอนได้ 40 องศาเพื่อเพิ่มความสบายของผู้โดยสาร พื้นที่เก็บสัมภาระ ขนาด 765 ลิตร และเมื่อพับเบาะทั้งหมดจะมีพื้นที่เก็บสัมภาระ 1,522 ลิตร
Performance & Drive

จากตารางดังกล่าวเห็นชัดเจนแล้วทั้ง 2 รุ่นนี้มีแตกต่างกันแม้ทั้งคู่จะเป็นสันดาปล้วนไร้ถ่าน โดย GWM TANK 300 Diesel เป็นดีเซลเทอร์โบ 2.4 ลิตร สามารถเติม B20 ได้ ส่วน Toyota LAND CRUISER FJ เป็นเบนซิน DUAL VVT-i ที่อยู่ไทยมานานกว่า 20 ปี

สเปกเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร ของ GWM TANK 300 Diesel มาพร้อมกับเทคโนโลยีเทอร์โบแปรผัน (VGT) ที่มีแรงดันสูงถึง 2,000 บาร์ ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ท่อร่วมไอดีแบบคู่ที่ฝาสูบระบบอิเล็กทรอนิกส์ Exhaust Gas Recirculation (ECR) และระบบปั้มน้ำมันเครื่องแบบแปรผัน ทำให้เครื่องยนต์สร้างพละกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ช่วยลดการปล่อยไอเสีย NOx

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด Electronic Shifter มีช่วงอัตราทดเกียร์ที่กว้างถึง 8.843 ทำให้รถสามารถเปลี่ยนเป็นเกียร์ 9 ได้ที่ความเร็วเพียง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PART TIME แบบ Shift-On-The-Fly (H2, H4, L4)
พร้อมโหมดการขับขี่ 9 โหมด ทั้ง โหมดปกติ Normal, โหมดสปอร์ต Sport, โหมดประหยัด ECO ,โหมดพื้นหิมะ, โหมดพื้นหิน, โหมดพื้นทราย, โหมดภูเขา, โหมดพื้นหลุมบ่อ และโหมดผู้เชี่ยวชาญ
พร้อมล็อกเฟืองขับด้านหลัง (Electric Differential Lock for rear axles) มีระบบ Off-road Cruise Control เพื่อควบคุมเครื่องยนต์และระบบเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อให้รถวิ่งด้วยความเร็วต่ำและความเร็วคงที่ เหมาะสำหรับถนนที่มีสภาพซับซ้อน พร้อมโหมด crawl mode

ระบบช่วยกลับรถในพื้นที่แคบ และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบออฟโรดข้อดีของคันนี้อยู่ที่มี TANK Turn ช่วยกลับรถในพื้นที่แคบเมื่อระบบตรวจพบความตั้งใจในการบังคับเลี้ยวมากไป ระบบจะส่งแรงเบรกไปที่ล้อหลังด้านในเพื่อลดรัศมีวงเลี้ยว เพื่อช่วยให้รถสามารถเลี้ยวในวงแคบได้ ได้ใช้ในยามคับขัน
ช่วงล่างเป็นระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ ดับเบิล ครอส อาร์ม ระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงก์ที่ให้ความนุ่มนวลออกดีดๆเด้งๆ แต่ยึดเกาะถนน ในยามขับขี่ทั่วๆไป เส้นทางออฟโรดให้ความมั่นใจปีนป่ายเกาะถนนดีด้วยปีนป่ายแบบชิวๆเพราะคันนี้มีมุมเงย หรือ approach angle 33 องศา และมุมจากหรือ departure angle 34 องศา
พวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้าปรับน้ำหนักของพวงมาลัยจากเบาไปหาหนักถึง 3 ระดับ Light, Comfort และ Sport ตามความต้องการของคนขับ ใช้งานทั่วๆไปเบาคล่องมือ พอใช้ความเร็วสูงมีน้ำหนักอยู่บ้าง ดิสก์เบรก 4 ล้อแบบมีครีบระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อจังหวะเบรกจะมีแถมนิดๆ ต้องจับจังหวะดีๆนิดนึง ในการกะระยะการเบรก


ทางด้าน Toyota LANDCRUISER FJ แม้อาจดูเป็นเครื่องโบราณแต่พัฒนาให้ผ่านมาตรฐานไอเสีย EURO 6 พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Super ECT แบบ Sequential Shift ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME มาในแบบ Shift-On-The-Fly (H2, H4, L4)
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแบบ A-TRC และระบบเฟืองท้าย Diff-Lock พร้อม โหมด 2nd Start ลดการหมุนฟรีของล้อ และช่วยในการออกตัวบนพื้นผิวที่ลื่น พร้อมเฟืองท้ายกลางแบบ TORSEN LSD ช่วยกระจายแรงบิด ระหว่างล้อหน้าและหลัง ให้สัมพันธ์กับสภาวะในการขับขี่โดยอัตโนมัติ

ลุยทุกรูปแบบตั้งแต่มุมจาก Departure Angle 23 องศา และมุมคร่อม break-over angle 26 องศา สามารถลุยน้ำได้สูงสุด 700 มิลลิเมตร และรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.5 เมตร พร้อมพวงมาลัยแบบแรคแอนด์พีเนียน พาวเวอร์แบบไฮดรอลิกช่วยผ่อนแรง

ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ ปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ช่วยซับแรงสั่นสะเทือน และ ช่วงล่างด้านหลังแบบโฟร์ลิงก์คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง มั่นคงและนุ่มนวลยิ่งขึ้น โช้คอัพและคอยล์สปริงปรับจูนใหม่ลดการโคลงตัว เพิ่มความมั่นคงและให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ระบบเบรกแบบดิสก์เบรก หน้า 17” หลัง 15” พร้อมครีบระบายความร้อน
Safety

ด้านความปลอดภัยพื้นฐานทั้งคู่ให้เท่ากันทั้ง เซนเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด และเซนเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมแสดงมุมเอียง มุมเงยของรถ และฟังก์ชันแสดงภาพพื้นใต้ท้องรถ (Body transparent)
ช่วยออกตัวบนทางชันและลงทางลาดชัน (Hill Start Assist Control HSA/ Hill Descent Control HDC) จุดยึดเบาะสำหรับเด็กแบบ ISOFIX เข็มขัดนิรภัยแบบดึงรั้งกลับ และผ่อนแรงอัตโนมัติหน้าและหลัง
ถุงลมนิรภัยทาง TANK 300 ให้แค่ 6 จุด คู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลม แต่ LAND CRUISER FJ เพิ่มอีกจุดใต้เข่าคนขับ รวม 7 จุด แต่ทาง TANK 300 ให้มาทั้ง สัญญาณไฟกะพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกรถกะทันหัน (ESS) และ ตรวจวัดแรงดันลมยาง (TPMS)
Verdict

GWM TANK 300 Diesel ULTRA 4WD เอสยูวีทรงกล่องที่มาในราคา 1,279,000 บาท เด่นด้วยความประหยัดจากดีเซล รูปทรงบึกบึนโดนใจ ออปชันภายในครบครันถูกใจ ช่วงล่างที่ต้องไปปรับปรุงให้นุ่มและเฟิร์ม แม้เบาะหลังปรับเอนไม่ได้แต่ความปลอดภัยจัดเต็มเกินหน้าเกินตา

Toyota LAND CRUISER FJ ด้วยความที่เป็นชื่อ Toyota ยังไงก็ขายได้ด้วยดีไซน์อาจเล็กกว่า TANK 300 แต่ความใหม่สดต้องยกให้เขาเลยแม้ออปชันความสบายความปลอดภัยดูน้อยกว่า TANK 300
แม้เครื่องยนต์จะโบราณและเป็นเครื่องสหกรณ์จากรุ่นอื่นๆในค่ายแต่ด้วยค่าบำรุงรักษาต่ำ ความทนทาน อะไหล่เครื่องหาได้ตามเชียงกงและเป็นเครื่องยนต์ที่ทนทานติดแก็สทั้ง LPG และ NGV ได้สบายๆในราคาพิเศษ 1,269,000 บาท จากเดิม 1,289,000 บาท ถึง 31 สิงหาคม
ด้วยส่วนต่างห่างกันเพียง 10,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมความชมชอบที่สำคัญต้องไปทดลองขับเพื่อเป็นการตัดสินใจที่ง่ายขึ้นบางทีอารมณ์และเหตุผลอาจสวนทางกัน ทั้งนี้ต้องคิดรอบคอบสักนิดในการเลือกรถสักคันมาเป็นเพื่อนคู่กายตลอดการเดินทาง










