ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งเดินหน้าโครงการทางด่วนหลายเส้นทาง พร้อมย้ำให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เร่งปิดงานก่อสร้างบนถนนพระราม 2 และเปิดใช้งานได้ตลอดสายช่วงต้นปี 2570 นอกจากนี้ยังเตรียมเดินหน้าโครงการทางด่วน 2 ชั้น หรือ Double Deck เพื่อช่วยแก้ปัญหาจราจร พร้อมผลักดันแนวคิดลดค่าทางด่วนช่วงพระราม 9 – งามวงศ์วาน ให้เหลือไม่เกิน 50 บาทตลอดสาย แต่ยังต้องรอผลศึกษาความคุ้มค่าและข้อสรุปก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการอย่างเป็นทางการ
เร่งปิดงาน ทางด่วนพระราม 2 พร้อมใช้ต้นปี 2570
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะผู้บริหารลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยกำชับให้มีการเร่งดำเนินโครงการทางด่วนบนถนนพระราม 2 ให้แล้วเสร็จ เพื่อเปิดใช้งานในช่วงต้นปี 2570 โดยย้ำว่าทุกขั้นตอนต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ตามการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ โครงการสำคัญที่กำลังจะถูกเร่งรัด คือ
- โครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก
- โครงการทางพิเศษสายฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ – ถนนลำลูกกา
โดยเฉพาะพื้นที่ถนนพระราม 2 ที่จำเป็นต้องเร่งจัดการจราจรระหว่างก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินงานตามมาตรฐานวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนน
เตรียมศึกษา Double Deck แก้ปัญหารถติด
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึง คือ โครงการทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ Double Deck ซึ่งตามแผนดำเนินงาน จะเป็นการพัฒนาเส้นทางตั้งแต่ทางด่วนพระราม 9 ไปยังงามวงศ์วาน
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้โครงการยังอยู่ระหว่างการศึกษาความคุ้มค่า โดยสหภาพแรงงาน กทพ. ได้ยื่นหนังสือถึงกระทรวงคมนาคมเพื่อขอให้ทบทวนรายละเอียดต่างๆ รับฟังความคิดเห็น ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการหรือเสนอให้ ครม. ในอนาคต
นอกจากนี้นายพิพัฒน์ระบุว่า กระทรวงจะหารือร่วมกับผู้บริหาร กทพ. และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมว่าโครงการนี้ จะสามารถช่วยแก้ปัญหารถติดทั้งขาเข้าและขาออก ระหว่างงามวงศ์วานถึงพระราม 9 ได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงต้องมีการประเมินผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยใต้แนวทางด่วน ซึ่งมีประมาณ 200 – 300 คนด้วย
ทั้งนี้ จะมีการเชิญผู้ได้รับผลกระทบเข้าหารือโดยตรง และอาจลงพื้นที่ร่วมกับผู้บริหาร กทพ. เพื่อรับฟังปัญหาเพิ่มเติม
หาก Double Deck ผ่าน ค่าทางด่วนจะลดลง
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Double Deck ยังมีการเปิดเผยอีกว่า หากสามารถเดินหน้าโครงการได้จริง จะถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขในการเจรจากับภาคเอกชน เพื่อปรับลดค่าทางด่วนตลอดสายช่วงพระราม 9 – งามวงศ์วาน
จากปัจจุบันที่ผู้ใช้ทางด่วนต้องจ่ายประมาณ 70 – 80 บาท อาจลดลงเหลือไม่เกิน 50 บาทตลอดอายุสัมปทาน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้มีการเจรจาขยายสัมปทาน 22 ปีอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องรอผลศึกษาความคุ้มค่าของโครงการก่อน เบื้องต้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 – 3 เดือน โดยจะเริ่มหารืออย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือนหน้า
ทางด่วน N2 ยืนยันใช้ทางยกระดับ ไม่ทำอุโมงค์
สำหรับโครงการทางด่วน N2 บริเวณแนวถนนเกษตร – นวมินทร์ ทาง กทพ. ยืนยันปัจจุบันพร้อมเดินหน้าโครงการแล้ว
โดยจะใช้รูปแบบทางยกระดับ แทนการสร้างอุโมงค์ใต้ดิน เนื่องจากต้นทุนงานก่อสร้างอุโมงค์อยู่ในระดับที่สูงเกินไป
พร้อมยอมรับว่าโครงการยังติดปัญหาเรื่องพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งจะมีการเข้าไปหารือกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในภายหลัง และจะหารือกับสภามหาวิทยาลัย เพื่อขอความร่วมมือสำหรับเดินหน้าโครงการต่อไป
ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ระบุเพิ่มเติมว่า ตอม่อตามแนวโครงการได้ถูกสร้างไว้เป็นเวลานานแล้ว จึงมีความต้องการผลักดันให้โครงการกลับมาเดินหน้าต่ออีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าโครงสร้างตอม่อยังคงสามารถใช้งานเพื่อรองรับการก่อสร้างในอนาคตได้
ซึ่งล่าสุด กทพ. ได้ดำเนินการตรวจสอบตอม่อตามแนวถนนเกษตร – นวมินทร์อีกครั้ง โดยวิศวกรยืนยันว่าโครงสร้างยังอยู่ในมาตรฐานและสามารถรองรับการก่อสร้างได้ตามแผน ส่วนแนวคิดการใช้พื้นผิวจราจรเดิมได้ยุติลงแล้ว ยืนยันว่าจะใช้รูปแบบทางยกระดับในการพัฒนาโครงการเท่านั้น
อุโมงค์ป่าตองเดินหน้าต่อ
แผนการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษของประเทศ ยังรวมถึงโครงการอุโมงค์ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าโครงการต่อ โดยเตรียมนำเสนอ ครม. ภายในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อทบทวนรูปแบบก่อสร้างและกรอบวงเงินลงทุนใหม่ หลังต้นทุนก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น
แม้ก่อนหน้านี้โครงการจะเคยผ่านมติ ครม. มาแล้ว แต่การเสนอ ครม. ครั้งนี้ จะเป็นการปรับรายละเอียดด้านความปลอดภัยของโครงการมากขึ้น โดยมีรายละเอียดสำคัญ คือ
- ปรับลดความกว้างอุโมงค์จากเดิม 17 เมตร
- เหลือประมาณ 14 – 15 เมตร
- ยังคงจำนวนช่องจราจรเท่าเดิม ทั้งสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์
เพื่อเป็นการควบคุมวงเงินลงทุนไม่ให้สูงเกินกรอบเดิม แม้ว่าต้นทุนวัสดุก่อสร้างในปัจจุบันจะปรับตัวสูงขึ้นไปมาก
ทั้งนี้ หากโครงการผ่านการพิจารณาจาก ครม. คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ภายใน 1 เดือน และเริ่มลงนามสัญญาได้ในช่วงต้นปี 2570
เปลี่ยนใช้ไฟ LED ลดคาร์บอน ลดการใช้พลังงาน
อีกนโยบายที่ถูกพูดถึง คือ แผนปรับเปลี่ยนระบบไฟส่องสว่างบนทางพิเศษเป็นหลอด LED ซึ่งะทยอยเปลี่ยนตามอายุการใช้งานของหลอดเดิม ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนทั้งหมดในครั้งเดียว
โดยหลอดไฟที่ยังสามารถใช้งานได้อีกหลายปี จะนำระบบควบคุมแสงหรือ Tuner มาใช้เพื่อลดความเข้มของแสงในช่วงเวลาที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าไฟลงประมาณ 40%
ทั้งนี้ หากสามารถเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ได้ทั้งระบบ คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟได้ถึงประมาณ 60% แม้ว่าต้นทุนของหลอด LED จะสูงกว่าหลอดโซเดียมแบบเดิมก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข้อมูลเกี่ยวกับแผนเปลี่ยนโคมไฟ LED ของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) จำนวน 800,000 ดวง ภายในปี 2571 ไม่เป็นความจริง เนื่องจากหน่วยงานไม่ได้มีงบประมาณที่เพียงพอ โดยแนวทางที่ใช้จะเป็นการทยอยเปลี่ยนตามอายุการใช้งานของหลอดเดิม เช่นเดียวกับแนวทางของ กทพ.
ผลักดันใช้ Easy Pass ลดปัญหาหน้าด่าน
นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. ระบุว่า หลังจากนี้จะเร่งผลักดันโครงการสำคัญต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมให้เดินหน้าได้ตามแผนและกรอบเวลาที่วางไว้ พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งด้านงานก่อสร้าง การบริหารจัดการจราจร และการให้บริการประชาชน
ขณะเดียวกัน ยังเตรียมเดินหน้าพัฒนาระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานทางพิเศษมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass รวมถึงการพัฒนาแอป EXAT Portal ให้ใช้งานง่ายและทันสมัยมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ทาง
ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Easy Pass คิดเป็นประมาณ 57.61% ของปริมาณจราจรทั้งหมด และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้งานเป็น 70% ภายในปี 2571 เพื่อลดปัญหาการจราจรบริเวณหน้าด่าน ให้การเดินทางมีความคล่องตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ กทพ. ยังยืนยันว่า จะมีการดำเนินงานตามแนวทาง Green Transport และเป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2608
โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดมาใช้ในการดำเนินงาน เช่น
- ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) บนอาคารศูนย์บริหารและด่านเก็บค่าผ่านทาง
- ทยอยเปลี่ยนระบบไฟส่องสว่างเป็นหลอด LED
- ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในองค์กร
- ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม
- ขยายการใช้งาน Easy Pass เพื่อลดการจอดรอชำระเงินสดหน้าด่าน
- เลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ทั้งนี้ ยังเตรียมส่งเสริมการใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกในโครงการทางพิเศษสายฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ – ถนนลำลูกกา พร้อมกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต สอดคล้องกับแนวทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ข้อมูลจาก : thaigov.go.th, thairath.co.th
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com














