เปิดตัวแล้ว Mercedes-Benz EQS 2026 ไมเนอร์เชนจ์ หลังจากครั้งที่แล้วปรับเล็กน้อยครั้งนี้ปรับใหญ่ทั้งคันจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม

Mercedes-Benz EQS 2026 Saloon ไมเนอร์เชนจ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 ปี และห่างจากรุ่นปรับโฉมครั้งแรกเพียง 2 ปี
หน้าใหม่


ตั้งแต่ กระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมดีไซน์ลักชัวรีเรืองแสงขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมตำนานโลโก้ “ดาวลอย” (MB logo on bonnet) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์รูปดาวสามแฉกอันโดดเด่นที่ติดตั้งอยู่บนฝากระโปรงหน้า
ไฟหน้า LED แบบ Digital Light โคมใหม่พร้อมติดตั้ง Daytime Running Light แบบ LED แบบ Star Shaped 2 ดวง และเส้นแนวนอนตลอดขอบกระจังหน้าด้านบน
ชุดแต่งโครเมียมตั้งแต่ขอบกระจก ขอบที่เปิดประตู คิ้วขายล่าง คิ้วกระจังหน้า คิ้วกันชนหน้า และกันชนหลัง ฝากระโปรงหน้าเน้นเส้นสายนูนขึ้นกระจกมองข้างทรงสปูนพร้อมไฟส่องสว่างใต้กระจกมองข้างเป็นตราดาวสามแฉก ที่เปิดประตูแบบซ่อนรูปเนียนกับตัวทั้งรถ
ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยี fibre – optic รูปแบบเกลียวคลื่นแบบโค้ง 3 มิติตลอดฝาท้าย พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ฝาท้ายมาแบบเปิดปิดไฟฟ้า HANDS- FREE ACCESS พร้อมกันชนหลังออกแบบใหม่พร้อมคิ้วโครเมียมครอบทับกันชนหลังอย่างหรู
ล้ออัลลอยลายใหม่มีให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยาง 235/55R19 ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 255/45R20 ขนาด 21 นิ้ว พร้อมยาง 265/40 R21 และขนาด 22 นิ้ว พร้อมยาง 265/35R22 ในรหัส V297
ภายในใหม่

ได้พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรงใหม่แบบ Yoke ตัดหัวและท้าย ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นแผงมาตรวัดความเร็วได้อย่างชัดเจน และสามารถกลับรถได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย นำเทคโนโลยีพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (steer-by-wire) มาใช้ปรับอัตราทดตามความเร็วรถ ส่วนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านทรงเดิมยังมีอยู่ หุ้มหนัง NAPPA พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control

พร้อมแผงคอนโซลหน้าพาดเต็มด้วยจอสัมผัสทั้งแผง 3 จุดแบบ OLED ประกอบไปด้วย
- มาตรวัดดิจิทัลแสดงข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว
- หน้าจอกลาง Infotainment ขนาด 17.7 นิ้ว
- หน้าจอสำหรับความบันเทิงฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว ความยาวจอทั้ง 3 จุดรวมกัน 1,410 มิลลิเมตร
ผู้โดยสารด้านหลังจะมีหน้าจอขนาดใหม่ 13.1 นิ้วแทนขนาดเดิม 11.6 นิ้วให้อีก 2 จอสำหรับความบันเทิงส่วนตัวพร้อม MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เทคโนโลยีและระบบการสื่อสารต่างๆจัดมาแบบเต็มพิกัดพร้อมส่งมอบประสบการณ์อันเหนือระดับแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารไปอีกขั้นด้วยระบบปฏิบัติการใหม่ MB.OS Supercomputer ที่ผสานการทำงานของเทคโนโลยี AI ด้วยระบบ MBUX Virtual Assistant

ลำโพงแน่นอนว่าเป็นยี่ห้อ Burmester® 3D surround sound 15 ตำแหน่งพลังขับ 710 วัตต์ ระบบจดจำโปรไฟล์ผู้ขับขี่ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint scanner)
ช่วยเหลือภายในห้องโดยสาร MBUX Interior Assistant พร้อมระบบสั่งงานด้วยท่าทาง ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 สี (Active ambient lighting) แสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display)
ระบบปรับอากาศภายในรถ ENERGIZING AIR CONTROL พร้อมระบบกรองอากาศแบบ HEPA filter สามารถกรองฝุ่น PM2.5 แบ่งแยกอุณหภูมิเป็นสี่โซน มีชุดหูฟังไร้สายที่ชาร์จมือถือไร้สาย Wireless Charger ด้านหน้าและหลัง และกาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz


ตกแต่งโครเมียมในจุดที่มองเห็นมากขึ้นรวมถึงเบาะนั่งหลังใหม่บุนวมด้วยโฟมหนาขึ้น 5 มิลลิเมตรเพิ่มความสบายและสามารถปรับเอนได้ตั้งแต่ 27-36 องศา
รวมถึงที่พักแขนออกแบบและหมอนใบไว้พิงแผ่นหลังพร้อมการตัดเย็บอย่างประณีตหุ้มหนัง NAPPA ทั้งแบบสีเดียวโมโนโทนและสีทูโทน แผงหลังคาขึ้นรูปบุด้วยไมโครไฟเบอร์สีทอง โรสโกลด์ และลายไม้แบบเปิดรูสีแอนทราไซต์
เสริมเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าที่สามารถเอนไปข้างหน้าได้เพื่อเพิ่มพื้นที่วางขาของแถวที่สอง ส่วนเบาะหลังยังปรับเอนได้สูงสุด 38 องศาเพิ่มฟังก์ชันอุ่นเบาะบริเวณ ก้น คอ และไหล่ พร้อมระบบลมเย็นที่ตัวเบาะพร้อมแถบเรืองแสงด้านหลัง
ภายในหุ้มเบาะด้วยหนังแท้คุณภาพดีปรับไฟฟ้าคู่หน้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำสำหรับตำแหน่งที่นั่งคู่หน้า โดยเบาะนั่งคู่หน้าแบบ Multi–Contour พร้อมฟังก์ชันนวดและอุ่นเบาะคู่หน้ามาในทรง Sports seats เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังพับได้แบบ 1/3 และ 2/3 พื้นที่การบรรทุกด้านท้ายตั้งแต่ 610-1,770 ลิตร
อีวีอัปพลังใหม่ 800V

ด้วยสถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้า 800V จากเดิม 400V ทุกรุ่นให้ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและชาร์จ AC กำลังสูงสุด 11-22 kW มีให้เลือกถึง 4 รุ่นย่อยเริ่มที่
รุ่น EQS400 มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังและความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 112 kWh ให้กำลัง 367 แรงม้า แรงบิด 505 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 817 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 961 กิโลเมตร (NEDC)
อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 6.2 วินาที ชาร์จได้ทั้ง DC กำลังไฟสูงสุด 330 kW ชาร์จ 10 นาที เพิ่มระยะทางเป็น 305 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 359 กิโลเมตร (NEDC)
รุ่น EQS450+ มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังและความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 122 kWh ให้กำลัง 408 แรงม้า แรงบิด 505 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 926 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 1,089 กิโลเมตร (NEDC) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 5.9 วินาที
ชาร์จได้ทั้ง DC กำลังไฟสูงสุด 350 kW ชาร์จ 10 นาที เพิ่มระยะทางเป็น 320 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 376 กิโลเมตร (NEDC) (เดิมขนาดแบต 118 kWh ให้กำลัง 333 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร เพิ่มระยะทางวิ่งไกลเป็น 683-822 กิโลเมตร WLTP)
รุ่น EQS500 4MATIC มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ขับเคลื่อน 4 ล้อ และความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 122 kWh ให้กำลังรวม 476 แรงม้า แรงบิด 750 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 876 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 1,031 กิโลเมตร (NEDC) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 4.5 วินาที
ชาร์จได้ทั้ง DC กำลังไฟสูงสุด 350 kW ชาร์จ 10 นาที เพิ่มระยะทางเป็น 305 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 359 กิโลเมตร (NEDC) (เดิม 449 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร วิ่งไกล 685 กิโลเมตร WLTP)
รุ่น EQS580 4MATIC มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ขับเคลื่อน 4 ล้อ และความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 122 kWh ให้กำลังรวม 585 แรงม้า แรงบิด 800 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 876 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 1,031 กิโลเมตร (NEDC) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 4.1 วินาที
ชาร์จได้ทั้ง DC กำลังไฟสูงสุด 350 kW ชาร์จ 10 นาที เพิ่มระยะทางการชาร์จหนึ่งครั้งเป็น 305 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 359 กิโลเมตร (NEDC) (เดิม 761 แรงม้า แรงบิด 949 นิวตันเมตร วิ่งไกล 676 กิโลเมตร WLTP)
มีความสามารถในการลากจูง 1,700 กิโลกรัม มาพร้อมล้อหลังเลี้ยวได้ถึง 4.5 องศา พร้อมระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (AIRMATIC) พร้อมปรับระดับอัตโนมัติ รองรับ Vehicle to Home (V2H) และ Vehicle to Grid (V2G) มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 2 สปีด เกียร์แรกเน้นอัตราเร่ง ส่วนอีกเกียร์ใช้ขับทางไกล

Mercedes-Benz EQS 2026 แม้จะลดความสำคัญของแผนการพัฒายานยนต์ไฟฟ้าจากเดิมเต็มร้อยเหลือครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 แต่ก็ยังมีรถไฟฟ้าไว้ตอบโจทย์สาวกควบคู่กับการทำตลาดสันดาป
เปิดขายแล้วที่เยอรมนีเริ่ม 94,403-134,732 EURO หรือราว 3,559,000-5,079,000 บาท ส่วนเมืองไทยมีแนวโน้มพบกันปีนี้










