MG3 HYBRID+ ใหม่ ไฮบริดยุ่นหลบไป! น้ำมันถังเดียววิ่งไกลสุด 970 กม.

ก่อนที่ MG3 HYBRID+ จะเปิดตัวทาง MG เซลส์ (ประเทศไทย) จัดกรุ๊ปเทสสัมผัสประสิทธิภาพความประหยัดและเทคโนโลยีไฮบริดบนเส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ

สมรรถนะ Performance

MGบนเส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ระยะทางรวม 970 กิโลเมตร จากขุมพลังเบนซิน 1.5 ลิตร Hybrid Atkinson-cycle รหัส 15S4C กำลังสูงถึง 102 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 128 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ในภาคเครื่องยนต์ จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลังสามารถเร่งได้อย่างราบรื่นให้กำลังถึง 136 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Lithium-Ion ขนาดความจุแบต 1.83 kWh เมื่อทำงานร่วมกันได้แรงม้าสูงสุด 194 แรงม้า แรงบิดรวม 250 นิวตันเมตร ให้ความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 8 วินาที อัตราสิ้นเปลืองตามข้อมูลโรงงานให้ความประหยัด 22.73 กิโลเมตรต่อลิตร รองรับน้ำมัน E20 คู่กับเกียร์อัตโนมัติ Hybrid Transmission ที่มี 3 อัตราทด ปรับทำงานอัตโนมัติช่วยให้เครื่องยนต์ที่ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดมอเตอร์มีช่วงการทำงานที่กว้างมากขึ้น พร้อมการขับขี่ที่สามารถเลือกโหมดได้ 3 โหมด Eco, Normal และ Sport  สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าเพียวๆ 80 กิโลเมตร และขับได้ไกลสูงสุดมากกว่า 800 กิโลเมตร

MGและยังมีโหมดการขับขี่พิเศษ Hybrid+ 8 โหมดขับเคลื่อน ที่รวมทุกระบบไฮบริดไว้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น ระบบขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) ระบบขับเคลื่อนแบบผสานเครื่องยนต์ และมอเตอร์ (Parallel Hybrid) หรือแม้แต่การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน (Pure EV) โดยสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้อย่างราบรื่นและเหมาะสมที่สุดในแต่ละช่วงความเร็ว พร้อมระบบ Energy Regeneration 3 ระดับ หรือ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย ซึ่งผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าระดับการรีเจนได้แบบรถไฟฟ้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงสุด

MGซึ่งตลอดการขับขี่ 970 กิโลเมตรนั้นผ่านเส้นทางคดเขี้ยว ขึ้นเขาลงเขาสารพัดเส้นทางหลายจังหวัดแต่ด้วยประสิทธิภาพการทำงานระบบไฮบริดกลับทำตัวเลขได้ดีงามด้วยอัตราสิ้นเปลือง 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร บนความเร็วเฉลี่ย 78 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงเครื่องเงียบดีไม่เหมือนไฮบริดทั่วไปเครื่องติดนุ่มนวลไม่สะดุ้งสั่นสะเทือน อัตราเร่งดี ทางด้านช่วงล่างด้านหน้าเป็น MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง และช่วงล่างหลังแบบคาน Torsion Beam ให้ความแน่นหนึบเกาะทุกโค้งในสไตล์ยุโรป พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตรให้น้ำหนักดี เข้าโค้งคมเฉียบขาดระยะฟรีน้อยมาก

ภายนอก Exterior

MGเด่นด้วยหน้าตานำแรงบันดาลใจจาก MG4 Electric ด้วยช่องระบายอากาศดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะแบบ Digital Burning Grille ไฟหน้า LED ทรงเรียวเพรียวสปอร์ตพร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ โลโก้ MG อยู่ตรงชุดกระจังหน้าแบบทึบ ชุดกันชนหน้าขนาดใหญ่พร้อมไฟตัดหมอกหน้าทรงกลมด้านข้างเส้นสายดูกลมกลืนประณีตพร้อมดีไซน์หลังคารถที่ลาดลงตามยุคสมัย กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ที่เปิดประตูแบบดึงก้าน ด้านท้ายมาพร้อมไฟท้าย LED ลงตัวด้วยกันชนหลังทรงสปอร์ตพร้อมสปอยเลอร์หลัง และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วลายห้าก้านทูโทนพร้อมยาง 195/55R16 โดยรวมดีไซน์โอเคติตรงที่ล้อมีขนาดเล็กไปถ้าใส่ขนาด 17 นิ้ว ดูจะลงตัวดีเลยทีเดียวทางด้านตัวรถมีมิติดังนี้

  • ความยาว 4,113 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,797  มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,502 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น 117 มิลลิเมตร
  • น้ำหนักรถ 1,208-1,308 กิโลกรัม
  • ความจุถังน้ำมัน 36 ลิตร

ภายใน Interior

MGทันสมัยด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์สีดำขาวแผงประตูขึ้นรูปที่สวยงาม เบาะหลังพับได้แบบ 100% พร้อมที่พักแขนด้านหน้า สามารถจุได้มากถึง 1,037 ลิตร พร้อมพื้นที่สัมภาระมากถึง 293 ลิตรในตอนไม่พับเบาะ เบาะนั่งคนขับปรับ 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง ช่องใส่ของภายในห้องโดยสาร 25 จุด

แผงคอนโซลหน้าดีไซน์ไฮเทค พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันยกมาจาก MG4 Electric ติดตั้งจอคู่ประกอบด้วยมาตรวัดดิจิทัลขนาดใหญ่ 7 นิ้ว Digital Multi – Function Display มีจอสัมผัสขนาดใหญ่รองรับเชื่อมต่อแบบไร้สายทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ขนาด 10.25 นิ้ว มีช่องเสียบ USB ลำโพง 6 จุด ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i–SMART ที่ช่วยยกระดับคุณค่าและประสบการณ์การขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี รวมถึงการเชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ให้ง่ายยิ่งขึ้น ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลพร้อมช่องแอร์ด้านหลัง

MG

สวิตช์การทำงานที่จำเป็นช่องแอร์ดีไซน์หรู และเกียร์อัตโนมัติแบบปุ่มหมุน Shift By Wire พร้อมเบรกมือไฟฟ้าและ Auto Hold ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start ภาพรวมภายในข้าวของที่ให้มาครบครันแถมนั่ง 4 คนสบายๆถึงแม้วัสดุช่องไฟช่วงรอยต่อของแผงประตูและแผงคอนโซลหน้ายังไม่เนียบเท่าคู่แข้งรายใหญ่จากญี่ปุ่นก็ตาม

ความปลอดภัย Safety

MGรถคันนี้แม้ไม่มีเตือนมุมอับสายตา Blind Spot และเตือนการถอยหลัง Real Cross Traffic Alert แต่อื่นๆกลับให้มาครบเทียบเท่าคู่แข่ง ความปลอดภัยอัจฉริยะ ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) หรือระบบอำนวยความสะดวกช่วยควบคุมการขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจำนวน 8 ระบบ พร้อมระบบเบรกอัจฉริยะ (Intelligent Brake System) กับโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ FSF (Full Space Frame) เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ทั้ง

  • เบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
  • ป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
  • ป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) พร้อมดิสก์เบรก 4 ล้อ
  • เสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
  • ควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว XDS (Electronic Differential System)
  • ป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
  • ช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
  • สัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
  • ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
  • ควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
  • ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมปรับองศาพวงมาลัยหากออกนอกเลน ELK (Emergency Lane Keeping System)
  • ช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)
  • ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)
  • ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
  • ช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
  • ช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking)
  • ตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ UDW (Unsteady Driving Warning)
  • ควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ ICA (Intelligent Cruise Assist)
  • เปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-beam control)
  • ตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย
  • กล้องรอบคัน 360 องศา แบบ High Definition
  • จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
  • ล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock)
  • สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
  • กุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer
  • ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่อง (FOLLOW ME HOME)

สีภายนอก/ราคา Color x Price

MGMG3 HYBRID+ มีทั้งหมด 7 สีทั้ง สีดำ Pebble Black, สีขาว Dover White, สีบรอนซ์เงิน Cosmic Silver, สีเหลืองPastel Yellow, สีแดง Diamond Red, สีเทา Hampstead Grey, สีน้ำเงิน Como Blue โดยสเปกไทยจำหน่าย  2 รุ่นย่อยทั้งรุ่น D และรุ่น X สำหรับราคาจำหน่ายในไทยคาดว่าจะเริ่มที่ 5xx,xxx-6xx,xxx บาท เตรียมเปิดตัวสิงหาคมนี้ ทันงาน Big Motor Sale 2024 และตลอดเดือนสิงหาคมนี้ มีกิจกรรมทดลองจัดขึ้นตามกรุงเทพฯและจังหวัดสำคัญๆ

ABOUT THE AUTHOR

Latest Posts