กระทรวงคมนาคม ชี้แจงแนวทางแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุรถไฟพุ่งชนรถเมล์ ขสมก. บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ซ้ำเติมกรณีชายถูกรถไฟเฉี่ยวชนบริเวณริมทางรถไฟในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ยิ่งต้องเตรียมแนวทางแก้ปัญหาระยะยาวพร้อมเปิดมาตรการเยียวยา การดำเนินคดี รวมถึงศึกษาแผนยกเลิกรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน เป็นเวลา 3 เดือน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานพนักงานขับรถไฟ ลดความเสี่ยงบริเวณจุดตัดระดับพื้นดิน ย้ำทางรถไฟไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย ต้องระวัง

เปิดมาตรการใหญ่ ยกระดับความปลอดภัยระบบราง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมแถลงชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และได้รับบาดเจ็บ 30 ราย

ซึ่งนายพิพัฒน์ เป็นตัวแทนรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ในการกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมเปิดเผยมาตรการเยียวยา และแผนยกระดับความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยอีกครั้งในอนาคต
เปิดมาตรการเยียวยาและการดำเนินคดี
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงมาตรการสำคัญ ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการเยียวยาผู้เสียหาย การดำเนินคดี รวมถึงแนวทางแก้ปัญหาระยะยาวในอนาคต
ในส่วนของมาตรการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ กระทรวงคมนาคมได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งสรุปได้ดังนี้
กรณีผู้เสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นรวมประมาณ 2,390,000 บาทต่อราย พร้อมเงินสมทบเพิ่มเติม โดยแบ่งเป็น
- ขสมก. จ่ายรวม 1,750,000 บาท
- ประกันภัยและ พ.ร.บ. 1.5 ล้านบาท จ่ายภายใน 7 วัน
- เงินช่วยเหลือจากภาคีเครือข่าย 50,000 บาท
- รับผิดชอบค่าจัดการศพทั้งหมด
- รฟท. จ่ายรวม 340,000 บาท
- เงินช่วยเหลือเบื้องต้นและค่าปลงศพ 80,000 บาท
- หลังพิสูจน์ทายาท จะจ่ายเพิ่มเติมอีก 260,000 บาท
นอกจากนี้ ยังมีเงินสมทบเพิ่มเติมจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอีก 300,000 บาท
ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ ขสมก. จะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริง พร้อมดูแลค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีวงเงินไม่เพียงพอ โดยสรุปมีรายละเอียดดังนี้
ขสมก.
- รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริง วงเงินประมาณ 80,000 – 1,000,000 บาท
- หากเกินวงเงิน จะจ่ายส่วนต่างเพิ่มเติมทั้งหมด
- มีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือ และกองทุนอุบัติเหตุ
รฟท.
- มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาท
- จ่ายเยียวยาเพิ่มเติมตามระดับอาการ สูงสุด 50,000 บาท ในกรณีผู้ป่วย ICU
อย่างไรก็ตาม ขสมก. จะรับผิดชอบค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกทั้งหมด เช่น รถยนต์และรถจักรยานยนต์บริเวณโดยรอบ พร้อมจัดทีมลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจผู้บาดเจ็บต่อเนื่อง จนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำเงินช่วยเหลือจากกรมการขนส่งทางราง และกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ
สำหรับแนวทางการดำเนินการหลังเกิดเหตุ นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิด โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
- ความผิดทางอาญา ตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดย รฟท. จะเป็นเจ้าทุกข์ดำเนินคดีกับพนักงานขับรถไฟ ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต
- ความผิดทางวินัย รฟท. และ ขสมก. จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกระดับ หากพบผู้บังคับบัญชาละเลยหน้าที่ จะถูกสั่งพักงานและดำเนินโทษทันที
- การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมเตรียมยกระดับระบบรางตาม พ.ร.บ.ราง ให้ใช้มาตรฐานเทียบเท่าการบิน พร้อมยกเลิกการสุ่มตรวจสารเสพติด เปลี่ยนเป็นตรวจ 100% สำหรับพนักงานขับรถสาธารณะทุกคน ทั้ง รฟท. ขสมก. และ บขส. รวมถึงตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกวันโดยไม่มีข้อยกเว้น

คมนาคมลุยแก้จุดตัด ศึกษาแผนยกเลิกรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน
ปัจจุบัน จุดตัดทางรถไฟสายเหนือและสายอีสานหลายจุด ได้รับการแก้ไขไปแล้ว 8 จุด โดยใช้ทางยกระดับโครงการรถไฟสายสีแดง
เหลือเพียงสายตะวันออกอีก 16 จุด และสายตะวันตก-ใต้ อีก 3 จุด ที่ยังต้องรอการก่อสร้างโครงการ Missing Link เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว
กระทรวงคมนาคมจึงเตรียมกำหนดมาตรการแก้ปัญหาออกเป็น 2 มิติ ได้แก่
รถไฟโดยสาร
ระยะเร่งด่วน เตรียมยกระดับมาตรการความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ
- ใช้กฎ “ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน”
- เชื่อมระบบไม้กั้นเข้ากับสัญญาณไฟจราจร
- รวมถึงขอความร่วมมือประชาชนหยุดรถหลังเส้นเหลือง
ระยะกลาง เป็นไฮไลท์สำคัญจากการแถลงซึ่งมีการเปิดเผยว่า เตรียมศึกษาแนวทางยกเลิก ไม่ให้รถไฟทางไกลและรถไฟชานเมืองเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน
- สายตะวันตกและสายใต้ ให้หยุดที่สถานีตลิ่งชัน (เชื่อมต่อสายสีแดง)
- สายตะวันออก ให้หยุดที่สถานีลาดกระบัง (เชื่อมต่อแอร์พอร์ตลิงก์)
พร้อมอาจให้ ขสมก. จัดหารถรับส่งเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน ซึ่งทางรัฐบาลจะใช้ระบบตั๋วร่วมดูแลค่าโดยสารไม่ให้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือประชาชน
ระยะยาว จะเร่งก่อสร้างทางรถไฟยกระดับช่วง Missing Link ช่วงพญาไท-ยมราช-สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ พร้อมผลักดันสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็นสถานีปลายทางหลัก และยกเลิกการใช้งานหัวลำโพงในอนาคต
รถขนส่งสินค้า
กระทรวงคมนาคมมีแผนลดจำนวนรถไฟสินค้าเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะขบวนน้ำมันที่จะถูกห้ามเข้าสู่เมือง ส่วนสินค้าอื่นจะอนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลากลางคืน และใช้จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้ารอบนอกแทน เช่น ICD ลาดกระบัง บ้านภาชี และนครปฐม
ส่วนระยะยาว มีแผนพัฒนาถนนวงแหวนรอบที่ 3 (MR10) และศูนย์เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง เพื่อให้รถสินค้าวิ่งเลี่ยงเมืองมากขึ้น ลดความเสี่ยงบริเวณจุดตัดระดับดินในพื้นที่กรุงเทพฯ
โดยนายพิพัฒน์ ระบุเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้ รฟท. นำมาตรการทั้งหมดไปดำเนินการทันที พร้อมให้ศึกษาแนวทางเพิ่มเติมภายใน 3 เดือน และรายงานความคืบหน้าเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเร่งแก้ปัญหาและสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

เกิดเหตุการณ์ซ้ำร้าย รางรถไฟไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย
ปัจจุบัน เหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา กลับมีเหตุการณ์ในลักษณะใกล้เคียงกันอีกครั้ง หลังมีชายถูกรถไฟเฉี่ยวชนบริเวณริมทางรถไฟมักกะสัน

เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่กรณีนี้มีความแตกต่างจากอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ก่อนหน้า เพราะไม่ได้เกิดบริเวณจุดตัดทางเชื่อมหลัก และพื้นที่เกิดเหตุมีอุปกรณ์กั้นทางรถไฟอยู่แล้ว
โดยผู้ได้รับบาดเจ็บมีการล้ำเข้าไปบริเวณรางรถไฟเพื่อปัสสาวะ จึงถูกรถไฟเฉี่ยวชน เนื่องจากรถไฟวิ่งตามปกติ และเป็นระยะกระชั้นชิดจนไม่สามารถเบรกได้ทัน
พร้อมย้ำว่า “ทางรถไฟไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย ขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวัง”
แผนยกเลิกรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ยังอยู่ในขั้นศึกษา
สำหรับมาตรการทดลองไม่ให้รถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นในเป็นเวลา 3 เดือน นายสิริพงศ์ ระบุว่า นายพิพัฒน์ ได้สั่งให้ รฟท. จัดทำแผนเสนอภายใน 2 เดือน ก่อนใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือน เพื่อพิจารณารายละเอียดทั้งหมด
พร้อมยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ เพราะในอดีตเคยมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างแล้ว แต่ยังมีข้อกังวลหลายด้าน เช่น หากนำรถ ขสมก. มาเดินรถขนานกับรถไฟ อาจเกิดความล่าช้า โดยหากเปลี่ยนให้ประชาชนไปใช้รถไฟฟ้า ก็อาจมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ดังนั้น ในตอนนี้เป็นเพียงการศึกษาแนวทาง ยังไม่มีการทดลองใช้งานจริง และหากจะทดลอง ก็อาจเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น
ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของกระทรวงคมนาคม คือ การทำทางรถไฟให้เป็นทางยกระดับ เพื่อลดจุดตัดระดับพื้นดินในระยะยาว เหมือนกับเส้นบางซื่อ-รังสิต ที่ช่วยลดปัญหาการจราจรได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน สิ่งที่เตรียมเร่งดำเนินการต่อ คือ โครงการ Missing Link ที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาโดย รฟท. ซึ่งหากก่อสร้างเสร็จสิ้น จะทำให้เส้นทางรถไฟในพื้นที่กรุงเทพฯ กลายเป็นระบบทางยกระดับทั้งหมด
นายกฯ สั่งเร่งเคลียร์ข้อสงสัย
สำหรับกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อคลายข้อสงสัยของประชาชน เนื่องจากยังมีพยานหลักฐานใหม่และคำถามจากสังคมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นพนักงานขับรถไฟอยู่ภายในห้องขับขณะเกิดเหตุหรือไม่ รวมถึงกรณีพนักงานขับรถไฟเสพสารเสพติดเกิดความบกพร่องจากส่วนใด?
พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติด และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกประเด็นอย่างครบถ้วน
โดยนายสิริพงศ์ ยอมรับว่า ที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะการขับรถเป็นหลัก แต่ในอนาคตจะต้องเพิ่มมาตรการตรวจสารเสพติด และการคัดกรองด้านความพร้อมของพนักงานขับรถไฟให้เข้มงวดมากขึ้น

เตรียมเชื่อม AI กับสัญญาณไฟจราจร
สำหรับการประสานงานกับตำรวจจราจร เรื่องสัญญาณไฟบริเวณจุดตัดทางรถไฟที่อยู่ใกล้ทางแยก นายสิริพงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าในบางช่วงอาจดูแลไม่เข้มข้นเท่าที่ควร จึงเตรียมกลับมาเพิ่มมาตรการดูแลอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงที่มีการจราจรหนาแน่น
ล่าสุด หลายจุดตัดทางรถไฟ รวมถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ ได้มีการทาสีสัญลักษณ์ใหม่บนพื้นถนน โดยเฉพาะจุดเสี่ยงสูง เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการจราจร
ส่วนแนวทางเพิ่มขนาดและเสริมความแข็งแรงของไม้กั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางดำเนินการ และอาจนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ซึ่งยังไม่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนของระบบราชการและการจัดสรรงบประมาณ แต่สิ่งที่ดำเนินการได้ในช่วงนี้คือการจัดการบุคลากร
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สถาบันนวัตกรรมรางได้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่เชื่อมโยงกับระบบ AI ไว้บ้างแล้ว ในขั้นตอนต่อไป คือการเชื่อมต่อเข้ากับสัญญาณไฟจราจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการบริเวณจุดตัดทางรถไฟ
ส่วนระบบรางอัตโนมัติ จะเป็นแผนดำเนินการในระยะกลาง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 – 2 ปี
ทั้งนี้ปัจจุบัน รฟท. ได้เริ่มทาสีสัญลักษณ์ใหม่บริเวณจุดตัดทางรถไฟแล้ว โดยเฉพาะจุดเสี่ยงสูง รวมถึงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อเพิ่มความชัดเจนด้านความปลอดภัย
พร้อมย้ำอีกครั้งว่า
“รถไฟยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้โดยสาร แต่รางรถไฟไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่เข้าไปในพื้นที่ราง”
ข้อมูลจาก : thaich8.com, thairath.co.th
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com










